ธรรมประทีป ๙ ธรรมภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

● สารบัญ

● โหลด eBook

● เกริ่นนำ

● เรื่องจิต

 

● จิต คือ ตน

เนื่องจาก สามัญสัตว์โลกไม่ได้รับการอบรมศึกษา ทำให้ จิต รู้จัก อารมณ์ ผิดจากความเป็นจริง(อวิชชา) ดังนั้น เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ก็เกิดความพอใจยินดีในอารมณ์(ตัณหา) และยึดติดคิดหวังจะเอามาครอบครองไว้(อุปาทาน)

ด้วยอำนาจ อวิชชา-ตัณหา-อุปาทาน ดังกล่าวนี้ เป็นเหตุให้ จิต จมติดอยู่ใน โลก(อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์) โดยไม่รู้จัก ตนเอง(จิต) ซึ่งยืนตัวเป็นประธานอยู่ด้วยทุกขณะ และไม่รู้จัก ตนเอง ว่ามีสภาพเดิมอันประภัสสรผ่องใส

ทำให้กลับไปยึดเอา อารมณ์ ทั้งหลายซึ่งเป็นของภายนอกเข้ามา ด้วยความสำคัญผิดว่า อารมณ์มีสภาพเที่ยงแท้ถาวร และยึดว่า อารมณ์ เป็น อัตตาตัวตนของตนเอง

ซึ่งโดยแท้จริงแล้ว ตนเอง ก็คือ ธาตุรู้ หรือ จิต เป็น อัตตา ตัวตน ส่วน อารมณ์ นั้น ไม่ใช่ตัวตน เป็น อนัตตา

มีพระบาลีในบัณฑิตวรรคแห่งพระธรรมบท กล่าวไว้ชัดเจนว่า "ปริโยท เปยฺย อตฺตานํ, จิตฺตกิเลเสหิ ปณฺฑิโต" แปลว่า "บัณฑิตพึงชำระตนคือจิต ให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส"

ซึ่งแสดงชัดเจนว่า ตนคือจิต และ จิตก็คือตน อย่างไม่มีปัญหา.

 

● อารมณ์เป็นสภาพธรรมที่จิตหลงยึดเป็นตนเอง

อารมณ์ เป็นสภาพธรรมที่จิตหลงยึดถือเอาเข้ามาเป็นสมบัติของตนเอง ด้วยความสำคัญผิด เพราะความจริงนั้น อารมณ์ เป็นเพียงเงา และความรู้สึกที่มีต่อวัตถุหรือสิ่งที่อาศัยวัตถุเกิดขึ้นทั้งนั้น ล้วนแล้วแต่เกิดจากการประชุมปรุงแต่งของธาตุดินน้ำลมไฟ รวม ๔ ธาตุทั้งสิ้น ซึ่งไม่สามารถดำรงอยู่ในสภาพเดิมได้ตลอดไป ต้องเสื่อมสลายแตกดับไปเป็นธรรมดาทุกอารมณ์

อารมณ์ ดังกล่าวนี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย รวม ๕ ทาง ซึ่งจะเข้าสู่ จิต ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียงคู่กันตามลำดับ

เมื่อ จิต รับรู้ อารมณ์ ทั้ง ๕ ดังกล่าวแล้ว ก็จดจำอารมณ์นั้นๆไว้ แล้วก็นึกน้อมขึ้นมารับรู้อีก โดยไม่ต้องอาศัยอารมณ์ทั้ง ๕ อีกก็ได้ เป็นอารมณ์ที่เกิดจาก ความนึกคิดที่เก็บไว้ทางใจ(ธรรมารมณ์) อีกทางหนึ่ง รวมเป็น ๖ ทาง

อารมณ์ทั้ง ๖ ดังกล่าว คือ รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย ความนึกคิดทางใจ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าไปสู่จิตทีละอารมณ์ ตลอดเวลาที่ตื่นนอน รวมทั้งในขณะนอนฝันด้วย สุดแล้วแต่ว่าจะเป็นอารมณ์ชนิดใด ครั้งละเพียงอารมณ์เดียวเท่านั้น

เมื่อ อารมณ์ ดังกล่าวนี้ปรากฏขึ้นเมื่อใด จิต ก็จะแล่นออกไปรับรู้ อารมณ์ ตามช่องทางที่เข้ามา กลายเป็น จิตผสมกับอารมณ์ เมื่อนั้น ทำให้เกิดความฟุ้งซ่านหวั่นไหว

ครั้นอารมณ์ดังกล่าวนี้ดับไป ความรู้สึกฟุ้งซ่านหวั่นไหว ก็ย่อมสงบลงชั่วขณะ จิต ก็จะดิ้นรนแสวงหาอารมณ์อันอื่นเพื่อจะได้รับรู้ต่อไปอีก สุดแต่ว่าจะได้อารมณ์ที่พอใจมาทางใด เมื่อรับรู้อารมณ์ใหม่ก็เกิดความรู้สึกฟุ้งซ่านหวั่นไหวในลักษณะใหม่ด้วย อารมณ์ เหล่านี้ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาปรุงแต่ง จิต ตลอดเวลาโดยไม่มีที่สิ้นสุด

ทั้งนี้เป็นเพราะ จิตไม่รู้จัก อารมณ์ ตามความเป็นจริง จึงหลง ยึดเอาอารมณ์ ซึ่งไม่เที่ยงไว้ โดยเข้าใจผิดว่าเที่ยงและมีแก่นสาร เนื่องจากไม่รู้จัก ตนเอง ที่แท้จริง.

 

● จิตผสมกับอารมณ์

จิตเมื่อผสมกับอารมณ์ แบ่งเป็นจิต ๓ จำพวก คือ

๑.กามาพจรจิต เกิดขึ้นจากจิตท่องเที่ยวไปในอารมณ์ที่น่ารักน่าปรารถนา โดยออกไปรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส รวม ๕ ทาง

๒.รูปาพจรจิต เกิดขึ้นจากจิตปรารภถึง รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย เป็นอารมณ์ทางใจ (ธรรมารมณ์) ที่ปราศจากกาม เป็นรูปฌาน (เพ่งรูปเป็นอารมณ์)

๓.อรูปาพจรจิต เกิดขึ้นจากจิตที่เพิกออกจากอารมณ์ทางใจที่ปราศจากกามดังกล่าวข้างต้น เป็น อรูปฌาน (เพ่งนามเป็นอารมณ์)

จิตเมื่อผสมกับอารมณ์แล้ว ก็ย่อมยึดถือไว้ และถูกครอบงำปรุงแต่งให้หวั่นไหว แล้วแสดงอาการยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง ตามชนิดของอารมณ์ ซึ่งเป็น อาการของจิตที่แสดงออกมาเนื่องด้วยอารมณ์

 

● อาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์(นามขันธ์ ๔)

๑.เวทนา ความรู้รสชาติแห่งอารมณ์
จัดเป็น ๓ ประเภทตามชนิดของอารมณ์ที่มากระทบ คือ
สุขเวทนา อารมณ์ที่น่ารักใคร่น่าปรารถนา (อิฏฐารมณ์)
ทุกขเวทนา อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ (อนิฏฐารมณ์)
อทุกขมสุขเวทนา อารมณ์ที่ปรุงแต่งจิตให้มีอารมณ์เฉยๆ (มัชฌัตตารมณ์)

๒.สัญญา ความจดจำอารมณ์
แบ่งเป็น ๖ ประเภทตามชนิดของอารมณ์ที่มากระทบ คือ รูป (รูปสัญญา), เสียง (สัททสัญญา), กลิ่น (คันธสัญญา), รส (รสสัญญา), กายสัมผัส (โผฏฐัพพสัญญา), ความนึกคิดทางใจ (ธัมมสัญญา)

๓.สังขาร ความนึกคิดถึงอารมณ์
จัดเป็น ๓ ประเภทตามอำนาจกิเลสที่เกิดขึ้น คือ
คิดดี เป็น กุศลเจตสิก
คิดไม่ดี เป็น อกุศลเจตสิก
คิดไม่ใช่ดีไม่ใช่ชั่ว เป็น อัญญสมานาเจตสิก

๔.วิญญาณ ความรับรู้อารมณ์ที่เข้ามากระทบ
แบ่งเป็น ๖ ช่องทาง ตามช่องทางที่รับรู้อารมณ์ คือ
จักขุวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางตา
โสตวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางหู
ฆานวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางจมูก
ชิวหาวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางลิ้น
กายวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางกาย
มโนวิญญาณ รับรู้อารมณ์ ทางใจ ....เหล่านี้

 

● จิตผู้รู้ชั้นพุทโธ ทรงเป็นผู้ปฏิเสธว่า
อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์เป็นอนัตตา
(ไม่ใช่ตัวตน)


๑.อารมณ์ต่างๆ อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส ความสัมผัสทางกาย รวม ๕ ประการเหล่านี้นั้น จัดเป็น รูปขันธ์ ...เป็นอนัตตา

๒.จิตแสดงอาการ ยึดถือครอบครองอารมณ์ไว้ ด้วยความเข้าใจผิด ว่าเป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร ๔ ประการ คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งจัดเป็น นามขันธ์ ๔ ...เป็นอนัตตาเช่นเดียวกัน

รูปขันธ์ ๑ และ นามขันธ์ ๔ เรียกรวมกันว่าเป็น ขันธ์ ๕ หรือเรียกว่า รูปนาม ก็ได้

เมื่อยังไม่มีอารมณ์มากระทบจิต ขันธ์ ๕ หรือ รูปนาม ก็ยังไม่เกิดขึ้น เราเรียกจิตขณะนี้ว่า จิตตกภวังค์ คือ ยังไม่ได้ขึ้นสู่วิถีที่จะรับอารมณ์ หรือเรียกว่า จิตประภัสสร ก็ได้ แต่ถ้า จิต ขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ เมื่อใด ความประภัสสรก็ย่อมหายไป ขันธ์ ๕ หรือ รูปนาม ก็เกิดขึ้น

มีพุทธพจน์ในอนัตตลักขณสูตร ซึ่งทรงโปรดพระปัญจวัคคีย์เกี่ยวกับขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ดังนี้ "รูปํ ภิกฺขเว อนตฺตา" แปลว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปไม่ใช่ตัวตน"

ทรงใช้เหตุผลอธิบายว่า ถ้ารูปใช่ตัวตนแล้ว รูปก็ย่อมไม่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย สัตว์ย่อมหวังในรูปได้ว่า ขอรูปจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่เพราะสัตว์ไม่อาจหวังในรูปได้ รูปจึงไม่ใช่ตัวตน

และในทำนองเดียวกัน ทรงตรัสถึง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นอาการของจิตที่เกิดขึ้นเมื่อมีอารมณ์มากระทบว่าก็ไม่ใช่ตัวตน และทรงสรุปว่า "เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตาติ,เอวเมตํ ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย ทฏฺฐพฺพํ" แปลว่า "บุคคลพึงเห็นสิ่งนั้น(ขันธ์ ๕) ว่านั่นไม่ใช่เรา เราไม่เป็นนั่นเป็นนี่ นั่นไม่ใช่ตนของเรา ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง ดังนี้"

ในตอนท้ายพระสูตรตรัสว่า จิตของพระปัญจวัคคีย์ ได้หลุดพ้นจากอาสวะกิเลส อันเป็นเหตุยึดถือในขันธ์ ๕  ซึ่งแสดงว่า จิตเป็นผู้ปฏิเสธ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่านั่นไม่ใช่สภาพเดิมของจิต แต่เพราะถูกอารมณ์ปรุงแต่งทำให้เสียสภาพเดิมไป.

 

คัดลอกจาก ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๑๗-๒๒

 

ก่อนหน้า ● จิตไม่เคยดับตายหายสูญ

อ่านต่อ ● จิตไม่ใช่กาย เพียงแค่มาอาศัยอยู่

 

เรื่องจิต

● หัวใจพระพุทธศาสนาคือชำระจิตให้บริสุทธิ์

● จิตไม่เคยดับตายหายสูญ

● จิตหลงยึดอารมณ์เป็นตน เพราะไม่รู้จักตน

● จิตไม่ใช่กาย เพียงแค่มาอาศัยอยู่

● จิต ตน ธรรม เรา คือสิ่งเดียวกัน