หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร

                                      

                                   ชาตะ  ๑๔  สิงหาคม   ๒๔๒๖
                มตะ   ๔   มีนาคม   ๒๕๒๕


                                      ศิริอายุ ๙๙ ปี

  คำปรารภ

เท่าที่ได้สังเกตมาโดยมาก ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนา
ถ้าจะว่าถึงธรรมชั้นต่ำเพียงเป็นจรรยา ความประพฤติ
ได้ประโยชน์ในโลกนี้ และทางสุคติภพแล้ว คงเข้าใจกันง่ายไม่สู้จะขัดข้อง
การประพฤติก็ติดจะคล่อง ทั้งไม่แก่งแย่งกันในทางความเห็นด้วย

แต่เมื่อถึงธรรมคำสอนชั้นสูง เป็นเรื่องจิตใจที่จัดว่าเป็นปรมัตถ์หรือนิพพานแล้ว
ทำท่วงทีจะอึดอัดขัดข้องไม่คล่องใจ ประหนึ่งว่าจะเกินวิสัยเป็นส่วนมาก
ยากที่จะจับเงื่อนเงา เหมือนเราแหงนดูพื้นฟ้าในอากาศอันโว่งว่างไม่มีที่หมายฉะนั้น

เพราะทางนี้มีธรรมและถ้อยคำที่ใช้ลึกละเอียดสุขุม
เป็นประโยชน์ที่สุดของความมุ่งหมายแห่งมนุษย์
ดุจบันไดขั้นที่สุดแห่งทางขึ้นฉะนั้น สมชื่อว่าทางปรมัตถ์แท้จริง
ผู้อ่อนบารมี อ่อนศึกษา อ่อนคิด ย่อมติดขัด

และเพราะได้คัดลอกถ่ายเทกันมาหลายทอดเป็นเวลานานสองพันปีเศษแล้ว
ต้องมีวิจิกิจฉาเข้าแอบแนบ เกรงว่าจะคลาดเคลื่อน
เพราะปรากฏว่าได้แต่งเพิ่มเติมเสริมต่อเข้าอีกมากมายในภายหลังอีกด้วย

ผู้ศึกษาปฏิบัติในทางนี้ โดยมากจึงเกิดแก่งแย่งกันในทางความเห็นเป็นพวกเป็นหมู่
ในที่ประชุมใดๆ เมื่อพูดกันขึ้นถึงเรื่องนี้ เป็นต้องขัดกันร่ำไป

เพราะฉะนั้นจึงมีความประสงค์ที่จะเขียนออกความเห็นในเรื่องนี้กับเขาบ้าง
อย่าให้ไร้ประโยชน์ในการศึกษาเสียเลย คงได้ประโยชน์แก่ผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย
เขียนไปตามความคิดเห็น แต่ก็ต้องชักพุทธภาษิตเข้ามาประกอบให้เป็นหลักฐาน

อันธรรมดาว่าความเข้าใจหรือความเห็นนั้น ผู้เห็นก็ต้องเชื่อใจว่าตนเห็นถูก
ที่รู้อยู่แน่ๆว่าตนเห็นผิดแล้ว และพูดออกมาเพื่อทำความฉิบหายให้แก่คนอื่นนั้น
ย่อมมีไม่ได้ เว้นไว้แต่คนทุจริตที่คิดไม่ชอบ
ตั้งใจหาประโยชน์อะไรของเขาอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น

เพราะฉะนั้นต้องขออภัยในข้อที่ไม่ถูกใจกับท่านผู้อ่านด้วย เทอญ.

เปมงฺกโร ภิกฺขุ
พ.ศ.๒๔๗๔-๒๕๑๒


  
คำปรารภของผู้จัดพิมพ์หนังสือ

ด้วยเห็นว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ดี
มีเนื้อหาสาระเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมเกี่ยวกับจิตใจ
ซึ่งพระอาจารย์เปมังกโร ภิกฺขุ ผู้ทรงคุณความรู้สูง
ได้เรียบเรียงไว้เพื่ออบรม แนะนำ บรรยายให้ผู้ที่ต้องการศึกษาและปฏิบัติธรรม
ให้เข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจน ตรงไปตรงมาตามหลักเหตุผลที่ถูกต้อง

ผู้ใดทำใจให้เป็นกลาง แล้วอ่านด้วยความพินิจพิจารณา ย่อมจับหลักการ
และน้อมนำเข้าสู่การปฏิบัติธรรมได้โดยไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอน
ข้าพเจ้าจึงได้พิมพ์ขึ้นเพื่อแจกเป็นวิทยาทาน
โดยตั้งความหวังไว้ว่า ท่านจะอ่านในเวลาที่อำนวยให้
และได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ต่อไป

หากมีกุศลอันใดเกิดขึ้น จากหนังสือเล่มนี้
ขออุทิศให้แก่หลวงพ่อเปรม เปมงฺกโร ผู้แต่งหนังสือ...

เภสัชกรหญิงณัฏฐิยา ปันภัทรทรัพย์และครอบครัว พ.ค. ๒๕๓๘

จากหนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดยหลวงปู่เปรม เปมงฺกโร  


   จากใจเจ้าของบล็อก

เนื่องด้วยลูกศิษย์ลูกหาของหลวงปู่เปรม เปมงฺกโร
ล้วนแล้วแต่อยู่ในวัยสูงอายุกันแทบทั้งสิ้น ไม่มีใครเล่นเนท

หนังสือที่ท่านแต่งไว้ มีจำนวนไม่น้อย
ไม่มีผู้คัดลอกมาพิมพ์เผยแพร่ในอินเตอร์เนท

ให้รู้สึกเสียดายยิ่งนัก ที่ผู้ศึกษาธรรมะในยุคปัจจุบันจะไม่ได้ผ่านตา
กับคำบรรยายธรรมอันมีเหตุมีผล และเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง

ในเบื้องต้นนี้ ธรรมะสวนัง จึงขอนำบทความทั้งหมดจาก
หนังสือธรรมประทีป ธรรมะภาคปฏิบัติ โดยหลวงปู่เปรม เปมงฺกโร
มาให้ท่านทั้งหลายได้ศึกษาต่อเนื่องกันวันละนิด

หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านทั้งหลายจะได้รับประโยชน์
และน้อมนำให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้ายิ่งขึ้นเป็นลำดับต่อไป

สำนวนของหลวงปู่เปรม อาจจะอ่านยากสักนิดสำหรับยุคสมัยปัจจุบัน
แต่ถ้าท่านได้อ่านหลาย ๆ รอบแล้ว ท่านจะกระจ่างแจ้ง
และซาบซึ้งในความหมายแห่งรสธรรม อันตรงต่อพระบรมศาสดา
เพิ่มพูนทั้งปัญญาทางโลก ทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสุขสงบ
และปัญญาทางธรรมก็เพิ่มพูน หากท่านปฏิบัติสัมมาสมาธิควบคู่กันไปด้วย

ขอขอบคุณและขออนุโมทนาทุกๆท่านที่แวะเข้ามาอ่านค่ะ

                   

                     ธรรมะสวนัง พ.ค. ๒๕๕๒

 

▶ อ่านต่อได้ที่บล็อกหลวงปู่เปรม เปมงฺกโร

เกริ่นนำ ธรรมประทีป หลวงปู่เปรม เปมงฺกโร 

ธรรมทั้งหลายหาได้หมายรวมพระนิพพานไม่

สิ่งทั้งปวงต้องมีคู่

สังขตธรรม

อสังขตธรรม

กำเนิดสังขตธรรม

รวบความในพระพุทธภาษิตอุทเทศ

คนสามัญตายแล้วเกิดอีก

เหตุที่ให้เกิดตาย

วัฎฎะ ๓

อันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐

สัสสตทิฏฐิ 

อุจเฉททิฏฐิ

อริยมรรค ๘ ประการ 

ประโยชน์ของมรรคที่ทำกิจตามหน้าที่

ทุกขอริยสัจจ์

ขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์

 

 

Comment

Comment:

Tweet

สาธุ อนุโมทนาค่ะ คุณเสขะบุคคล

ขอให้เจริญในธรรมปฏิบัติยิ่งๆขึ้นค่ะ

#9 By ธรรมะสวนัง on 2009-12-28 08:47

แวะมาเยี่ยมเยียนครับ และหาความรู้
ได้ความรู้ดีมากเลยครับ


แต่ก่อนเคยปฏิบัติตามแนวอภิธรรมไปครับ
พอจิตเกิดรวมใหญ่ขึ้นมาเลยเห็นความจริง

ขันธ์เป็นขันธ์
ทุกข์เป็นทุกข์
จิตเป็นจิต
แยกออกจากกันได้จริงๆ
ที่ศึกษามารู้มาโยนทิ้งหมดเลย
ตั้งแต่นั้นมาใครพูดอะไรมาอ่านอะไรมาเมื่อเชื่อใครอีกเลย รับฟังแล้วพิจารณา ที่อ่านกับความจริงบางทีต่างกันสิ้นเชิง


ถ้าคนที่เข้ามาอ่านอยากให้ลองให้ปฏิบัติจนเห็นจริงก่อนแล้วค่อยตัดสินใจจะเชื่อสิ่งใดหรือไม่เชื่อสิ่งใด


โมทนาสาธุธรรม
ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป

#8 By เสขะ บุคคล (117.47.223.151) on 2009-12-28 00:11

ขอบคุณ คุณมาจากดิน ที่แวะมาค่ะ

คงต้องถามเด็กๆ ดูก่อน
ว่าจะต้องใส่โค๊ตอะไร ทำให้ตัวหนังสือใหญ่ขึ้น



confused smile

#7 By ธรรมะสวนัง on 2009-06-21 05:20

ตัวเล็กไป
โคตน่าเขียนให้ชัดกว่านี้หน่อย

#6 By มาจากดิน (125.24.34.167) on 2009-06-20 23:49

ค่ะพระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่พอท่านละสังขารแล้วกระดูกกลายเป็นพระธาตุ ยกตัวอย่างเช่นหลวงปู่มั่น หลวงปู่สิม หลวงปู่ขาว หลวงปู่หล้า หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ชา

หลวงปู่ทุกองค์ไม่เคยบอกเลยว่าจิตเกิดดับ และทุกองค์จะบอกว่า จิตมีดวงเดียว ไม่ได้มี ๑๒๑ ดวงอย่างในคัมภีร์พระอภิธรรม

หลวงปู่เทสก์ยังมีกล่าวว่า ที่ว่า ๑๒๑ ดวงนั้น เป็นอาการของจิต

จริงๆ ถ้าเปิดใจกว้าง อ่านให้ดีๆ จะเห็นว่า ท่าน อ.ไชยทรง ชี้ให้เทียบเคียงกับพระสูตร พระวินัย ตามพระพุทธพจน์ที่มีมาในมหาประเทศ ๔

และท่าน อ.ไชยทรง ก็มิได้กล่าวออกนอกเหนือพระพุทธพจน์ หรือแต่งเติมพระพุทธพจน์

สำหรับเรื่องพระไตรปิฎก มีความคลาดเคลื่อนหรือไม่นั้น ท่านๆทั้งหลายสามารถ search หาอ่านได้จากพิเคราะห์พระไตรปิฎก โดยท่านพุทธทาส ท่านพุทธทาสถึงกับเคยเสนอว่าน่าจะตัดออกเหลือแค่ ๔๐ % ด้วยซ้ำ

และถ้าเป็นนักปฏิบัติธรรมจริง จิตผู้ปฏิบัติต้องรู้อยู่เห็นอยู่ตลอดสายขณะปฏิบัติ ถ้าจิตเกิดดับตามคัมภีร์พระอภิธรรม ตอนจิตดับ ก็ต้องไม่รู้สิ ก็แสดงว่าตอนปฏิบัติก็ต้องรู้บ้างไม่รู้บ้างหรือไร โปรดพิจารณา

จิต ไม่เกิดดับ รู้อยู่ตลอด แต่สิ่งที่จิตไปรู้ ต่างหากที่เกิดดับ

confused smile

#5 By ธรรมะสวนัง on 2009-06-15 18:43

มีความเห็นคล้ายๆกับ คุณมีเกิดมีดับ (ความเห็นที่สอง)
ดูเหมือนว่า อ.ไชยทรง จะว่าพระอภิธรรมนี้ผิดพลาดคลาดเคลื่อน (มีการโจมตีกระไตรปิฏกด้วยแฮะ)

พระที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่พอท่านละสังขารแล้วกระดูกกลายเป็นพระธาตุ ยกตัวอย่างเช่นหลวงปู่มั่น หลวงปู่สิม หลวงปู่ขาว หลวงปู่หล้า หลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ชา ท่านเหล่านี้ไม่เคยบอกเลยว่าพระไตรปิฏกไม่สมบูรณ์ มีแต่บอกว่าพระไตรปิฏกยังครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นที่พึ่งที่อาศัยให้พุทธศาสนิกชนได้ศึกษาเทียบเคียงกับการปฏิบัติและคำสอนของครูบาอาจารย์

หากผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

#4 By ผ่านมาเจอ (117.121.208.2) on 2009-06-15 09:41

อย่าเพิ่งด่วนสรุป
ยังไม่รู้แน่เลยว่าใครเป็นมิจฉาทิฐิกันแน่

สิ่งที่อาจารย์ไชยทรง จันทรอารีย์ เรียบเรียง
สามารถเทียบเคียงได้กับพระไตรปิฎก

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า บางท่านอ่านพระไตรปิฎกไม่เป็น

โดยเฉพาะ ถ้ายกทิฐิ ๖๒ ในพรหมชาลสูตรมา
ขอบอกเลยว่า ถ้าอ่านพระไตรปิฎก เป็น(ไม่ตามืด บอด)
จะเห็นได้ว่า สิ่งที่กล่าวในทิฐิ ๖๒ นั้น
ล้วนแต่เป็นเรื่องของจิตสังขารทั้งสิ้น

โปรดดูพระสูตรตอนสุดท้ายเขียนไว้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้
บุคคลถืออย่างนั้นแล้ว ยึดอย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น

และตถาคตย่อมรู้เหตุนั้นชัด ทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น
ทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย
เมื่อไม่ยึดมั่น ก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป
คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย
กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้นตามความเป็นจริง
จึงทราบความดับได้เฉพาะตน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น

....

กายหรือจิตของพระองค์ ที่หลุดพ้น
คงไม่หมายถึงกายแน่นอน

จิตของพระองค์หลุดพ้นจากอาสวะกิเลส
หรือที่มีตรัสไว้ว่า
จิตของเราสิ้นการปรุงแต่ง บรรลุพระนิพพานเพราะสิ้นตัณหาแล้ว

ถ้าจิตเกิดดับ จะตรัสได้อย่างไรว่า จิตของเรา...
เพราะจิตคือธาตุรู้ รู้ยืนตัวตลอดว่า
ว่าราคะ โทสะ โมหะ ดับไปจากจิต
หรือก็คือ จิตสิ้นตัณหาแล้วนั่นเอง

ถ้าไม่มีจิตรู้ จะทรงบอกได้รึ ว่าทรงบรรลุพระนิพพาน

อ้อ ก็ตามอ่านกันไป เรื่องสัสสตทิฐิ จะมีบทความนี้ด้วย
จะได้รู้กันว่าตกลงใครกันแน่ที่เป็นสัสสตทิฐิ

ขอบคุณที่มาแสดง คคห ให้รู้ว่าเพราะไม่ปฏิบัติสัมมาสมาธิ
เทียบเคียงพระไตรปิฎกไม่เป็น
ชอบเที่ยวกล่าวหาคนที่มีคคห ไม่เหมือนพวกตัวเป็นมิจฉาทิฐิ
อันนี้พบเจอบ่อยมากในสังคมนี้

น่าสงสารคนพวกนี้จริงๆ
รู้จักแต่แบงค์ปลอม แล้วเอามาคุยอวดกันใหญ่ว่าของตัวเป็นแบงค์จริง

ไม่รู้จักแบงค์จริง ก็เลยไม่รู้ว่าที่ตัวเองถืออยู่เป็นแบงค์ปลอม ฉันใดฉันนั้น


confused smile

#3 By ธรรมะสวนัง on 2009-06-12 18:24

เท่าๆที่ตามอ่านดู จากหนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์
ตั้งแต่ต้น จนถึง จิตในพระสูตร-จิตในพระอภิธรรม
มีความเห็นว่า อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ เป็นมิจฉาทิฏฐิ โดยแท้เลย น่าสงสารคนที่ไม่รู้พอมาอ่านแล้ว เข้าใจผิดๆไปตามคนที่สอนผิดๆ
การให้ธรรมะเป็นทานเป็นเรื่องที่ดี แต่การให้ธรรมะที่ผิดๆเป็นการแพร่ยาพิษและกลับกลายเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนาเอง

ทิฏฐิ ๖๒ ประการ

ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคทรงแสดงถึงความคิดเห็น ๖๒ ประการของสมณพราหมณ์ในครั้งนั้น คือพวกที่มีความเห็นปรารภเบื้องตั้นของสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นมาอย่างไร ( ปุพพันตกัปปิกะ) ๑๘ ประเภท กับพวกที่มีความเห็นปรารภเบื้องต้นสิ่งต่าง ๆ ว่าจะลงสุดท้ายอย่างไร ( อปรัตกัปปิกะ) ๔๔ ประเภท ( รวมเป็น ๖๒ ) ดังต่อไปนี้-

ความเห็นปรารภเบื้องต้น ๑๘

ทิฏฐิหรือความเห็นประเภทนี้ ( ปุพพันตกัปปิกะ) ที่มี ๑๘ นั้น แบ่งออกเป็น ๕ หมวด คือหมวดที่เห็นว่าเที่ยง ( สัสสตวาทะ) ๔, เห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ( เอกัจจสัสสติกะ เอกัจจอสัสสติกะ) ๔, เห็นว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุด ( อันตานันติกะ) ๔, พูดซัดส่ายไม่ตายตัวเหมือนปลาไหล ( อมราวิกเขปิกะ) ๔, เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเองโดยไม่มีเหตุ ( อธิจจสมุปปันนะ) ๒ รวมเป็น ๑๘ ดังรายละเอียด คือ -



(๑) หมวดเห็นว่าเที่ยง ( สัสสตวาทะ) ๔
๑. เห็นว่าตัวตน ( อัตตา) และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ ตั้งแต่ชาติได้ ตั้งแต่ชาติเดียว จนถึงแสนชาติ.
๒. เห็นว่าตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกได้เป็นกัปป์ ๆ ตั้งแต่กัปป์เดียวถึง ๑๐ กัปป์.
๓. เห็นว่าตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้มากกัปป์ ๆ ตั้งแต่ ๑๐ กัปป์ถึง ๔๐ กัปป์.
๔. นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่า โลกเที่ยง.



(๒) หมวดเห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ( เอกัจจสัสสติกะ เอกัจจอสัสสติกะ) ๔
๑. เห็นว่าพระพรหมเที่ยง แต่พวกเราที่พระพรหมสร้างไม่เที่ยง.
๒. เห็นว่าเทวดาพวกอื่นเที่ยง พวกที่มีโทษเพราะเล่นสนุกสนาน ( ขิฑฑาปโทสิกา) ไม่เที่ยง.
๓. เห็นว่าเทวดาพวกอื่นเที่ยง พวกที่มีโทษเพราะคิดร้ายผู้อื่น ( มโนปโทสิกา) ไม่เที่ยง.
๔. นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่า ตัวตนฝ่ายกายไม่เที่ยง ตัวตนฝ่ายจิตเที่ยง.



big smile big smile big smile

#2 By มีเกิดมีดับ (222.123.89.159) on 2009-06-12 08:45

น่าสนใจมากเลยค่ะ

:)))

ขอบคุนสำหรับหนังสือธรรมะดีๆค่ะ

#1 By l o i name i o l * on 2009-05-21 12:39