หนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

 

        กาลามสูตร

        เป็นพระสูตรที่พระพุทธองค์ทรงโปรดกาลามชน ชาวเกสปุตตนิคม ซึ่งทูลถามปัญหาเกี่ยวกับสมณพราหมณ์ว่า แต่ละพวกมักเชิดชูคำพูดของตนว่าถูก และคัดค้าน ดูหมิ่น ปรักปรำ คำพูดของพวกอื่นว่าผิด จนพวกเขาไม่รู้ว่าจะเชื่อฝ่ายไหนดี ว่าฝ่ายไหนพูดจริง ฝ่ายไหนพูดเท็จ

        พระพุทธองค์จึงตรัสตอบแก้ความสงสัย ดังนี้ 

เอถ ตุเมฺห กาลามา - ดูก่อน กาลามชน
มา อนุสฺสเวน - ท่านอย่าได้ถือโดยฟังตามๆกันมา
มา ปรมฺปราย - อย่าได้ถือโดยเข้าใจว่าเป็นของเก่าๆสืบกันมา
มา อิติกิราย - อย่าได้ถือโดยตื่นข่าว
มา ปิฏกฺสมฺปทาเนน - อย่าได้ถือโดยอ้างตำรา (ปิฎก)
มา ตกฺกเหตุ - อย่าได้ถือโดยเหตุนึกเดาเอา
มา นยเหตุ - อย่าได้ถือโดยใช้คาดคะเน
มา อาการปริวิตกฺเกน - อย่าได้ถือโดยความตรึกตามอาการ
มา ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา - อย่าได้ถือโดยชอบใจว่าต้องกันกับลัทธิของตน
มา ภพฺพรูปตาย - อย่าได้ถือโดยเชื่อว่า ผู้พูดควรเชื่อได้
มา สมโณ โน ครูติ - อย่าได้ถือโดยนับถือว่า สมณะผู้นี้เป็นครูของเรา


        หลักที่ไม่ให้เชื่อถือใครง่ายๆ ๑๐ ประการนี้ พระพุทธองค์ทรงชี้หลักเกณฑ์สอนชาวกาลามะ เพื่อให้พิจารณาดูคำสั่งสอนหรือธรรมที่สมณพราหมณาจารย์ทั้งหลายแสดงให้ฟัง เป็นรายละเอียดว่า :-

        ถ้าเป็นอกุศล มีโทษ ผู้รู้ติเตียน ใครสมาทานให้เต็มที่แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ จึงจะไม่เชื่อถือต่อไป

        แต่ถ้าเป็นกุศล มีประโยชน์ ผู้รู้สรรเสริญ ใครสมาทานให้เต็มที่แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพื่อสุข จึงจะเชื่อถือ และสมาทานให้เต็มที่ต่อไป

        โดยเฉพาะข้อ ๑๐ ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายของหลักความเชื่อถือที่ว่า "มา สมโณ โน ครูติ อย่าได้ถือโดยนับถือว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา"

        ในปัจจุบันได้บิดเบือนแปลคำสมณะว่าพระพุทธเจ้า และได้มีการสอนผิดเพี้ยนไปว่า พระพุทธเจ้าตรัสก็อย่าเชื่อถือ นับเป็นความผิดพลาดอย่างอุกฤษทีเดียว เพราะว่าผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาทั้งหลาย ย่อมรู้แก่ใจว่า การที่ตนเข้ามานับถือคำสั่งสอนของพระพุทธองค์นั้น ตนได้เชื่อในความตรัสรู้ของพระองค์ (ตถาคตโพธิสทฺธา)

        และได้พิจารณาโดยถ่องแท้แน่นอนเสียก่อนแล้วว่า คำสั่งสอนเป็นกุศล มีประโยชน์ ผู้รู้สรรเสริญ ใครสมาทานให้เต็มที่แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของผู้นั้นเอง จึงได้ยอมรับนับถือว่าเป็นที่พึ่งทางจิตใจตลอดมา

        ก็เมื่อปฏิเสธว่า ไม่เชื่อสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนเสียแล้ว ก็ย่อมเท่ากับว่าตนไม่ใช่ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาอีกต่อไป นับตั้งแต่เวลาที่เริ่มปฏิเสธนั้นทีเดียว

        อนึ่ง พระอรรถกถาจารย์ เป็นบุคคลผู้อธิบายเนื้อหาของพุทธพจน์ทั้งหลายที่ได้ตรัสรู้ไว้ ในภายหลังปรินิพพานแล้วเท่านั้น และพระอรรถกถาจารย์ก็ไม่ใช่พระอริยบุคคลแต่ประการใด พระพุทธองค์ได้ทรงเห็นการณ์ไกล จึงได้ตรัสว่า "มา ภพฺพรูปตา อย่าได้ถือโดยเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้".

 

คัดลอกจาก ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๔๗-๔๙

 

        ก่อนหน้า สังขตธรรมและอสังขตธรรม

        อ่านต่อ   มหาประเทศ ๔