หนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

 

        อะไรๆ ก็ไม่ใช่ตัวตน ที่ใช่ตัวตนล่ะ???

        ผู้ที่เรียนธรรมะโดยวิธีท่องจำตามๆ กันมาเช่นนี้ว่า อะไรๆ ก็ไม่ใช่ตัวตน,บังคับบัญชาไม่ได้ทั้งนั้น ที่ใช่ตัวตนไม่มีนั้น

        อุปมาเหมือนดังผู้ที่ถูกเสี้ยมสอนให้ท่อง และเห็นว่า ธนบัตรที่มีอยู่ในท้องพระคลังทั้งหมด,ไม่ใช่ธนบัตรดี(ปลอม) ทุกฉบับ รวมทั้งที่อยู่ในกระเป๋าตนเอง ก็ไม่ใช่ธนบัตรดี ไม่ว่าจะเห็นธนบัตรฉบับไหน สัญญาที่เกิดจากการท่องจำมา ก็ชิงทำหน้าที่พูดออกมาทันทีว่า ไม่ใช่ธนบัตรดีทั้งนั้น

        ความรู้ที่เกิดจากถูกเสี้ยมสอนเช่นนี้ ย่อมไม่มีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องและขาดหลักวิชาการอย่างยิ่ง

        ถ้าหากเริ่มสอนให้รู้จักรูปร่างลักษณะของธนบัตรที่ดี ว่าเป็นอย่างไรมาก่อนแล้ว ก็ย่อมรู้จักฉบับที่ไม่ใช่ธนบัตรดีได้ โดยไม่ต้องท่องหรือนึกเดาเอาเอง จนเกิดความผิดพลาดในที่สุด,เป็นธรรมดา ข้อนี้ฉันใด

        การเรียนธรรมะ โดยวิธีท่องจำว่า อะไรๆก็เป็นอนัตตาทั้งนั้น อัตตาไม่มีด้วยประการทั้งปวง ย่อมไม่มีหลักเกณฑ์ที่มั่นคง เช่นเดียวกับที่กล่าวมานี้ และย่อมผิดพลาดถ้านำเอาคำ อนัตตา ไปปฏิเสธ อมตธรรม (ธรรมที่ไม่ตาย) หรือโลกุตตรธรรม อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือพระนิพพาน ข้อนี้ก็ฉันนั้น

        เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าคำสมมุติบัญญัติว่า อนัตตา จึงมีคู่กับคำว่า อัตตาเสมอ จะมีแต่เพียงคำหนึ่งคำใด โดยไม่มีอีกคำหนึ่งมาเป็นคู่,ย่อมไม่ได้.

 

คัดลอกจาก ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๙๘-๙๙

 

        ก่อนหน้า ตัวอย่างการสอนเรื่องอนัตตาผิดอีกแบบหนึ่ง

        อ่านต่อ   จิตบริสุทธิ์ก็คืออัตตา(ที่พึ่ง) เป็นอมตธรรม

 

        เรื่องอัตตา-อนัตตา

        ความเข้าใจสับสนในพระพุทธศาสนา ๑

        ความเข้าใจสับสนในพระพุทธศาสนา ๒

        คำบัญญัติและคำสมมุติ

        คำบัญญัติและคำสมมุติในพระพุทธศาสนา

        อัตตาและอนัตตา

        ผลของการสอนผิดๆว่าไม่มีตัวตน

        ตัวอย่างการสอนเรื่องอนัตตาผิดอีกแบบหนึ่ง

        อะไรๆ ก็ไม่ใช่ตัวตน ที่ใช่ตัวตนล่ะ ???

        จิตบริสุทธิ์ก็คืออัตตา(ที่พึ่ง) เป็นอมตธรรม

        อัตตาของศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธ