หนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

 

        สัมมาสมาธิ (สมาธิถูก)

        การปฏิบัติ "สัมมาสมาธิ" เป็นการปฏิบัติมรรคมีองค์ ๘ เป็นการศึกษาหาความรู้เรื่องอารมณ์ และฝึกจิตให้มีความคล่องแคล่วว่องไว ในการระงับอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ทุกชนิด (เป็นงานขั้นแรก ที่จะต้องกระทำในการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔ ไม่ว่าจะเป็นหมวดกาย เวทนา จิต หรือธรรม ดังจะได้กล่าวต่อไปในเรื่องสติปัฏฐาน ๔)

        โดยผู้ปฏิบัติจะเปลี่ยนความสนใจ จากอารมณ์ต่างๆที่เข้ามากระทบ ไปเพ่งดูอารมณ์ที่กำหนดไว้ในสติปัฏฐาน ๔ แทน และเพียรประคองจิตไว้ ณ อารมณ์ที่กำหนดนั้นอย่างต่อเนื่องตลอดไป

        รวมทั้งจำวิธีปล่อยวาง ความรู้สึกยินดียินร้าย ในอารมณ์เฉพาะหน้าไว้ด้วยความแม่นยำ จนสามารถปล่อยวาง อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ ที่มีอยู่เสียได้อย่างสิ้นเชิง จนเป็นสุญญตาไม่มีอะไรเหลือเป็นนิมิตหมายเลย

        เหล่านี้ คือ ฌานในพระพุทธศาสนา

 

        ฌาน (ความเพ่ง)

        ในปัจจุบันนี้ พอพูดถึงคำว่า ฌาน ขึ้นมาเมื่อใด ผู้ที่ได้ยินได้ฟังส่วนมากมักพากันเข้าใจว่า เป็นเรื่องของอิทธิฤทธิ์ เหาะเหินเดินอากาศ หรือมีคุณวิเศษในการมองเหตุการณ์ ทั้งในอดีตและอนาคตได้ เหมือนแลเห็นด้วยตาเนื้อธรรมดา

        บางทีก็เข้าใจว่าฌานเป็นเรื่องของศาสนาพราหมณ์ หรือเป็นเรื่องของฤาษีชีไพรไปเลย ยิ่งผู้ที่เรียนพระอภิธรรมด้วยแล้ว เป็นต้องกลัวนักหนาว่า ถ้าจิตของตนมีฌานประกอบแล้ว ก็จะพาให้โง่เขลาเบาปัญญากันหมดสิ้น ซึ่งไม่น่าจะเข้าใจไปถึงเช่นนี้

        ในมหาสติปัฏฐานสูตรมีพุทธพจน์ ตรัสไว้ว่า :

        "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมตามรู้ตามเห็นอย่างไม่ขาดสาย เข้าไปในกาย เวทนา จิต ธรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำความยินดียินร้ายในโลก (อารมณ์)ให้พินาศสิ้นไป ดังนี้"

        คำว่า "ตามรู้ตามเห็นเข้าไปอย่างไม่ขาดสาย" นี้ ก็คือ "ความเพ่ง" หรือ "ฌาน" นั่นเอง ซึ่งเป็นความเพ่งดูเพื่อศึกษาเรื่องราวของกาย เวทนา จิต ธรรม ในความหมายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

        ผู้ที่ได้ยกจิตขึ้นเพ่งดูอารมณ์เหล่านี้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมเห็นโดยปราศจากความสงสัยว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะน่ายินดียินร้าย หรือยึดถือไว้เป็นแก่นสารตลอดไปได้ จึงทำให้ รู้จักอารมณ์ตามความเป็นจริง (เกิด ญาณ ขึ้น) และ ปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ (เกิด ปัญญา) ได้ในที่สุด

        ด้วยเหตุนี้ ผู้ใดจำวิธียกจิตขึ้นเพ่งดูอารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ และประคองไว้อย่างคล่องแคล่ว จิตก็ย่อมเป็นสมาธิตั้งมั่นได้อย่างรวดเร็วเป็นธรรมดา และเมื่อสมาธิเกิดขึ้นแล้ว ปัญญาก็ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ ทำหน้าที่ปล่อยวาง อารมณ์และอาการของจิตอันเนื่องด้วยอารมณ์ (รูปนาม) ด้วย

        ดังนั้นคำว่า ฌาน กับ คำว่า สมาธิ จึงเป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน และใช้แทนกันได้ในที่ทั่วไป กล่าวคือไม่มีสมาธิ และวิปัสสนาอย่างใดที่ไม่ต้องยกจิตขึ้นเพ่งอารมณ์เลย มีพระบาลีซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์รจนาไว้ว่า :

        "นตฺถิ ฌานํ อปญฺญสฺส นตฺถิ ปญฺญา อฌายิโน ยมฺหิ ฌานญฺจ ปญฺญาจ นิพฺพานสฺเสว สนฺติเก" แปลว่า "ฌานย่อมไม่มี ในผู้ที่ไม่มีปัญญา ปัญญาย่อมไม่มี ในผู้ที่ไม่มีฌาน ผู้ที่มีทั้งฌานและปัญญา จึงจะอยู่ใกล้นิพพาน"

        นั่นก็คือ เมื่อยกจิตขึ้นเพ่งดูอารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ (ฌาน) จนจิตเป็นสมาธิ ปัญญาย่อมเกิดขึ้นพร้อมกัน ทำหน้าที่ปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ตามลำดับ จนจิตหลุดพ้นจากการครอบงำปรุงแต่งของอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างสิ้นเชิงในที่สุด เป็น จิตบริสุทธิ์ ซึ่งสภาพจิตที่บริสุทธิ์นี้ เรียกว่า พระนิพพาน นั่นเอง.

 

คัดลอกจาก ธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๑๑๓-๑๑๕

 

        ก่อนหน้า สาเหตุให้พระศาสนาเสื่อมสูญ

        อ่านต่อ   ฌานในศาสนาพราหมณ์

 

        เรื่องสมาธิ

        สมาธิในพระพุทธศาสนา

        สมาธิในศาสนาพราหมณ์

        การปฏิบัติสมาธิ

        ประโยชน์ของการปฏิบัติสมาธิ

        สาเหตุให้พระศาสนาเสื่อมสูญ

        สัมมาสมาธิ (สมาธิถูก)

        ฌานในศาสนาพราหมณ์

        ฌานในศาสนาพุทธ

        วิเวก ๓

        ปีติและสุข

        การเกิดขึ้นของปีติและสุข

        ชนิดของปีติ

        นิมิตในขณะปฏิบัติสมาธิ

        สุญญตวิโมกข์

        อัญญาวิโมกข์

        การใช้ปัญญาตัดอารมณ์ฉับพลัน

        การนำผลของการปฏิบัติสมาธิไปใช้

        นิมิตแห่งจิต

        สมาธิที่มีโดยธรรมชาติ,ไม่มี

        ความตั้งใจทำงาน,ไม่ใช่สมาธิ

        การทำสมาธิ หลับตาหรือลืมตา

        เจโตสมาธิ (อาศัยความตั้งมั่นแห่งจิต)

        เจโตสมาธิ (อาศัยความประกอบเนืองๆ)

        เจโตสมาธิ (อาศัยมนสิการโดยชอบ)

        เจโตสมาธิ (อาศัยความไม่ประมาท)

        คำแนะนำการปฏิบัติสมาธิ