ปีติและสุข

posted on 06 Nov 2009 05:45 by dhama9 in Dhamaprateep9 directory Knowledge

 

หนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

 

ปีติและสุข

ปีติและสุข เป็นนามธรรมที่เกิดทางใจของบุคคลต่างๆได้ ๒ กรณี คือ

๑.เกิดขึ้นแก่บุคคล ที่รับรู้อารมณ์ฝ่ายกุศลอันประทับใจ ที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส อย่างหนึ่ง

๒.เกิดขึ้นแก่บุคคล ผู้รวมจิตเป็นสมาธิได้สำเร็จ เพราะเพิกอารมณ์ที่น่ารักใคร่ออกไปอย่างหมดสิ้น จนรู้สึกเบากาย เบาจิตใจ อีกอย่างหนึ่ง

สำหรับข้อ ๒ นี้ สามารถกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้อีก ดังนี้คือ ความรู้สึกเบากาย เบาจิตใจ หรือ อิ่มใจ ที่เรียกว่า ปีติ กับความรู้สึกพอใจ สบายใจ ยินดี เพลิดเพลินใจ ที่เรียกว่า สุข เกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน หลังจากที่ได้สลัดความกระสับกระส่าย จากการรับรู้อารมณ์ต่างๆ อันหนักอึ้ง,ออกไปได้สำเร็จ

 

ตัวอย่าง ปีติและสุข ที่เกิดจากการปฏิบัติอานาปานสติ

ถ้าผู้ปฏิบัติสลัดอารมณ์เฉพาะหน้าออกไป ด้วยการยกจิตเข้าไปตั้งไว้ที่ฐานที่ตั้งสติ แล้วประคองไว้ไม่ให้แลบออกไปได้สำเร็จ ปีติ ย่อมเกิดขึ้นที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายผู้ปฏิบัติ เช่น ทำให้รู้สึกคล้ายกับว่ามีมดหรือไรมาไต่ตอมตามร่างกาย แล้วก็จะจางหายไปอย่างรวดเร็วมาก ส่วน สุข นั้นจะแสดงขึ้นเป็นความรู้สึกสบายอกสบายใจ ยินดี พอใจ และตั้งอยู่นานกว่าปีติมาก และอาจแสดงออกทางสีหน้าหรือแววตาก็ได้สำหรับอารมณ์ฝ่ายกุศล

ผู้ปฏิบัติควรศึกษาให้ชัดเจนว่า เมื่อสุขเกิดขึ้นนั้น ปีติอาจเกิดขึ้นหรือไม่เกิดด้วยก็ได้ แล้วแต่ว่าอารมณ์ที่กำลังรับรู้อยู่นั้น จะประทับใจมากน้อยเพียงใด จิตก็จะออกไปอยู่กับปีติและสุข ด้วยความรู้สึกกระเหิมใจ และภาคภูมิใจที่ทำงานทางจิตได้สำเร็จแทนอารมณ์ทั้งหลายที่เพิกออกไปเหล่านั้น

 

๑.ปีติและสุขที่เกิดขึ้นจากอารมณ์ฝ่ายกุศล

ในข้อที่ ๑ ข้างต้นนี้ เราจะพบเห็นได้ไม่น้อยว่า ปีติ ได้เกิดขึ้นแก่บิดา-มารดา วงศ์ญาติ ที่ได้จัดงานบวชพระให้แก่บุตรชายของตนเมื่อวันบวช พร้อมกับความสุขใจอันมากมายท่วมทับจิตใจ อย่างที่ไม่เคยพบมาในชีวิตประจำวันเลย ถึงกับน้ำตาแห่งปีติไหลพรากทีเดียว ทั้งนี้เพราะชาวพุทธนับถือกันอย่างมั่นใจว่า การบวชพระให้บุตร เท่ากับได้ฝากชีวิตจิตใจไว้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วนั่นเอง

เป็นที่น่าสังเกตว่า ปีติและสุข นี้จะเกิดขึ้น เมื่อบิดา-มารดา วงศ์ญาติ เห็นบุตรชายของตนครองผ้าเหลืองครบองค์ในโบสถ์ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ปีติและสุข เกิดขึ้นจากการกระทำกุศลอันประทับใจได้สำเร็จสมความตั้งใจแต่แรก

 

๒.ปีติและสุขเกิดขึ้นแก่ผู้ที่รวมจิตเป็นสมาธิได้สำเร็จ

ในข้อที่ ๒ นี้ เป็นเรื่องของการปฏิบัติสมาธิในระยะเริ่มแรก ปีติและสุข จะเกิดขึ้นพร้อมกันหลังจากที่ได้สลัดอารมณ์ภายนอกออกไปหมดสิ้นแล้ว

ในตอนเริ่มแรกของการปฏิบัตินั้น ทั้ง ปีติและสุข จะเกิดขึ้นพร้อมกันและรู้สึกได้เด่นชัดมาก แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปนานๆ ก็จะรู้สึกชิน ทำให้รู้สึกว่าไม่เด่นชัดนัก เมื่อพลังสติเกิดมากขึ้นอีก ก็จะสลัดทั้งปีติและสุขออกไปได้ดีขึ้น จนไม่ได้สนใจปีติและสุขนั่นเอง

อุปมาดังลูกคลื่นขนาดใหญ่ (คืออารมณ์) ในท้องมหาสมุทรได้ลดตัวหายไปๆ จนเหลือแต่ระลอกน้ำขนาดเล็กอยู่ที่ผิวน้ำ (คือปีติและสุข) ซึ่งจะต้องระงับให้หมดไปอย่างสิ้นเชิงให้ได้ ระดับผิวน้ำจึงจะราบเรียบถึงขีดสุดอย่างแท้จริง

 

การเกิดขึ้นของปีติและสุข ในขณะสุดท้ายของชีวิต

จากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ เราจะเห็นว่า ปีติและสุข เป็นผลจากการกระทำกิจกรรมฝ่ายกุศล ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องใช้ ขันติ (ความอดทน) สกัดไม่ให้ธรรมฝ่ายอกุศลเกิดแทรกเข้ามา ถ้าขาดขันติเสียอย่างเดียวเท่านั้น อารมณ์ฝ่ายอกุศลจะแทรกเข้ามาทันที แต่ถ้ามีขันติสูงเพียงพอ อกุศลย่อมไม่เกิดขึ้น ปีติและสุขก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ถ้าปีติและสุขเกิดขึ้นในขณะสุดท้ายแห่งชีวิตด้วยแล้ว สุคติย่อมเป็นที่หวังได้แน่นอน

ผู้ปฏิบัติจึงต้องคอยระวังไม่ให้อารมณ์ฝ่ายอกุศล เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยใช้สติคอยระลึกไว้ตลอดเวลา และรู้จักหาหรืออุปโลกน์ ฐานลมหายใจกระทบภายในช่องจมูกของตน ไว้เป็นหลักประจำใจ แล้วเพียรพยายามบ่อยๆ เนืองๆ ที่จะยกจิตเข้าไปตั้งไว้ ณ ฐานดังกล่าวนี้ และประคองไว้ให้ได้ ปีติและสุข ก็จะเกิดตามมาเป็นธรรมดา ตามวาสนาบารมีของตน

ทั้งนี้หมายความว่า วิตกกับวิจาร เป็นเหตุปัจจัยให้เกิด ปีติและสุข ซึ่งเป็นผลตามมาเอง หลังจากที่ได้เพียรประคองจิตไว้ ไม่ให้แลบหนีออกไปจากฐานที่ตั้งสติได้สำเร็จเท่านั้น

ดังนั้นผู้ปฏิบัติจึงไม่ต้องสนใจว่าปีติจะเกิดขึ้นที่ไหนของร่างกายหรือเมื่อใด แต่ให้คอยเพิ่มความระมัดระวัง ควบคุมจิตให้รู้อยู่ที่ฐานลมกระทบ ให้แนบแน่นมากขึ้น โดยต่อเนื่องต่อไป จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต คือ ลมหายใจเฮือกสุดท้าย อารมณ์ที่เป็นอกุศลย่อมไม่มีโอกาสสอดแทรกเข้ามาเลย ทำให้มีสุคติเป็นที่หวังข้างหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ดังที่มีผู้กระซิบบอกผู้กำลังจะสิ้นใจที่หูว่าให้ภาวนาอรหังไว้นั่นเอง

 

กิจกรรมที่ทำให้ปีติเกิด

กล่าวโดยทั่วไปแล้ว ปีติและสุข เป็นสภาพธรรมที่เกิดหลังจากได้ทำกิจกรรมที่เป็นกุศลมีคุณประโยชน์มากได้สำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นแค่ระดับศีลธรรมหรือระดับปฏิบัติทางจิตก็ตาม

โดยใช้ โยนิโสมนสิการ ประกอบ คือ ใช้เหตุผลเป็นหลักสำหรับลงมือกระทำกิจกรรมนั้นๆ ประกอบด้วย จนสำเร็จบริบูรณ์,เป็นสำคัญ ปีติย่อมเกิดตามมาเองด้วยเป็นธรรมดา

แต่ถ้าใช้ อโยนิโสมนสิการ คือ ไม่ใช้เหตุผลที่ถูกต้อง ฝ่าฝืนความสงบสุข จนทำให้เป็นอกุศล เกิดโทษแก่ตนและสังคมขึ้นมาแล้ว ย่อมทำให้จิตใจหดหู่เศร้าหมอง ปีติย่อมไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา

สรุปความแล้ว ปีติและสุข เป็นธรรมฝ่ายกุศล ที่เกิดร่วมกับกิจกรรมฝ่ายกุศลเท่านั้น

 

ตัวอย่างกิจกรรมที่ทำให้เกิดปีติและสุข

๑.เพิกจิตออก ไม่คิดละเมิดศีลที่ปรากฏเฉพาะหน้าได้
๒.ยกจิต ออกจากเรื่องที่กำลังนึกคิด ไปตั้งที่ฐานที่ตั้งสติได้
๓.ยกจิต ไปตั้งที่ฐานที่ตั้งสติแล้ว ประคองไว้ไม่ให้แลบได้
๔.เมื่อกระทบกับอารมณ์ใดๆ แล้ว ทำจิตให้ตั้งมั่นคงได้
๕.กำหนดรู้ว่า อารมณ์และความรู้สึกที่เกิดตามมาเป็นทุกข์
๖.ควบคุมจิต ไม่ให้แล่นออกจากฐาน ไปรับอารมณ์ได้
๗.เปลี่ยนความคิดถึงอารมณ์ ไปคิดถึงลมหายใจได้สำเร็จ
๘.รักษาจิต ให้อยู่ในสภาพที่ผ่องใส ในท่ามกลางอารมณ์ได้
๙.จำวิธีละนิวรณ์ได้อย่างแม่นยำ เมื่อกระทบกับอารมณ์
เหล่านี้ เป็นกิจกรรมทางจิตที่ทำให้เกิดปีติและสุขทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ปีติและสุขยังเกิดขึ้นทางอื่นได้อีกหลายทาง ไม่เฉพาะแต่ผู้ที่ปฏิบัติสมาธิเท่านั้น คนที่มีอุปนิสัยชอบทำบุญ ทำทาน มีเมตตากรุณาต่อบุคคลอื่นและสัตว์ทั้งหลาย คนที่รักษาศีลไว้ได้ เมื่ออยู่ต่อสถานการณ์เฉพาะหน้า นึกถึงกุศลกรรมที่ได้เคยทำมาแต่ก่อน นึกถึงพิธีกรรมทางศาสนา ได้เห็นพระสงฆ์ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร เหล่านี้ เป็นต้น ปีติและสุขก็เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน

ปีติเป็นสังขารขันธ์ สุขเป็นเวทนาขันธ์ ซึ่งจะเกิดร่วมกันเสมอ

 

ปีติเป็นสภาพธรรมแก้ง่วงและช่วยให้จิตเป็นสมาธิ

ปีติ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จิตเป็นสมาธิ ผู้ที่ลงมือปฏิบัติสมาธิแล้ว ชอบง่วงบ่อยๆ นั้น เกิดจากเผลอปล่อยให้จิตตกภวังค์ ไม่บริหารจิตตามสมควร จึงง่วง

มีทางที่จะแก้ได้ โดยการยกจิตเข้าไปตั้งไว้ที่ฐานที่ตั้งสติทันที พร้อมกับประคองไว้ด้วยอุบายอันแยบคาย ที่จะไม่ให้จิตแลบหนีออกไป ถ้าจิตแลบครั้งใด ก็ให้ยกกลับมายังฐานที่ตั้งสติอีกทุกครั้ง จนกว่าจิตจะเชื่องเข้าๆ และไม่แลบต่อไปอีก เมื่อทำได้ดังนี้สำเร็จ ปีติก็จะเกิดขึ้น ความง่วงก็จะหายไป และจิตก็จะเป็นสมาธิทันที จากฌาน ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ และฌาน ๔ อันเป็นสภาวะที่สงบถึงขีดสุด

หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ความกระเพื่อมของจิตได้ลดน้อยลงตามลำดับ จนสงบราบคาบที่ฌาน ๔ ก็ได้เช่นกัน

 

ชนิดของปีติ

ผู้ที่ได้ศึกษาคัมภีร์วิสุทธิมรรค จะเห็นว่าพระพุทธโฆษาจารย์ ได้บรรยายแบ่งแยกลักษณะของปีติไว้ ๕ ประการ ซึ่งเกิดจากกิจกรรมฝ่ายกุศลตามธรรมดา กับฝ่ายปฏิบัติทางจิต ดังต่อไปนี้

๑.ขุททกาปีติ คือ ปีติเล็กน้อย หรือปีติอย่างเบา ซึ่งทำให้ขนลุกแล้วก็ดับไป ไม่เกิดขึ้นอีก บางทีก็ทำให้ขนหัวลุก ใจสั่น ตัวหนักก็ได้

๒.ขณิกาปีติ คือ ปีติที่เกิดขึ้นบ่อยๆชั่วขณะ แล้วก็หายไปดังฟ้าแลบ มักเกิดขึ้นตามร่างกาย เช่น ทำให้ตาเห็นแสงดังฟ้าแลบเป็นประกาย เนื้อเต้นเอ็นกระตุก รู้สึกเหมือนมีแมลงมาไต่ ใจสั่นหวั่นไหว

๓.โอกกันนิกาปีติ คือ ปีติที่ก้าวลงสู่ร่างกาย ทำให้กายกระเพื่อม หวั่นไหว สั่นระรัว คล้ายๆกับนั่งเรือในกระแสน้ำวน เกิดคล้ายลมพัดหัวอก หัวไหล่ ท้องน้อย หรือพัดไปทั่วร่างกาย หรือพัดวาบดังไฟลุก

๔.อุพเพ็งคาปีติ คือ ปีติที่มีกำลังมาก บางทีก็ทำให้ตัวลอยขึ้นไปในอากาศ ทำให้เนื้อตัวหวั่นไหว เกิดเต้นเหยงๆแล้วลุกขึ้นวิ่งไป เกิดร้อนทั่วตัวและสันหลัง ศีรษะ สะเอว ท้องน้อย เกิดแสบร้อนเป็นไอขึ้นทั่วตัว ปวดท้อง ปวดน่องดังเป็นบิด กายเบาและดูสูงขึ้น หนักแข้งหนักขาบั้นเอว และศีรษะคล้ายจะจับไข้ เกิดเป็นสมาธิขึ้น

๕.ผรณาปีติ คือ ปีติที่แผ่ไปทั่วกาย เกิดในจักษุทวาร ทำให้ดูสูงและใหญ่ขึ้น เนื้อตัวเย็นดังแช่น้ำ คันยิบๆแย็บๆเหมือนมีไรมาไต่ เป็นดังประกายไฟพุ่งออกจากกระบอกตา กายเบาดุจนั่งนอนเหนือสำลี หนาวตัวสั่นตัวงอ หนักหางตา ดุจอาบน้ำในฤดูหนาว บางทีก็กายอุ่นเป็นไอขึ้นหรือกายเย็นซาบซ่าทั่วตัว

 

คัดลอกจากธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๑๒๕-๑๓๓

 

ก่อนหน้า  วิเวก ๓

อ่านต่อ  นิมิตในขณะปฏิบัติสมาธิ