สุญญตวิโมกข์

posted on 10 Nov 2009 05:29 by dhama9 in Dhamaprateep9 directory Knowledge

 

หนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

 

สุญญตวิโมกข์

เมื่อได้ปฏิบัติสัมมาสมาธิจนถึงฌานที่ ๔ แล้ว จิตมีพลังสามารถแยกตัวออกจากอารมณ์ และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ได้อย่างสิ้นเชิงและเป็นคนละส่วน จนสามารถปฏิเสธ อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ทั้งปวงว่า ไม่เที่ยง(อนิจฺจํ)เป็นทุกข์(ทุกฺขํ)ไม่ใช่สภาพเดิมของตนเอง(อนตฺตา)โดยปราศจากความสงสัย

อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ ก็ดับไปหมดสิ้น คงมีแต่สภาวะของจิตที่รู้อยู่ว่าว่างจากอารมณ์ และไม่มีนิมิตหมายอันใดเหลืออยู่ ที่จะทำให้ยึดถืออารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ ว่าเป็นสภาพเดิมของตนเอง(อัตตา)อีกต่อไป,เท่านั้น

ทั้งนี้มิได้หมายความว่า จิตหายไปหรือไม่มีตัวตนแต่ประการใด สภาวะดังกล่าวนี้ จะต้องเกิดขึ้นจากความพากเพียรฝึกฝนปฏิบัติสัมมาสมาธิ เพื่อให้จิตบรรลุถึงฌานที่ ๔ มิใช่นึกเอาเองลอยๆ ก็จะบรรลุถึงสภาวะเช่นนี้ได้(จิตไม่เคยดับตายหายสูญไปไหนเลย)

เราเรียกสภาวะที่จิตว่างจากอารมณ์ทั้งปวงว่า สุญญตา

และเรียกจิตว่าพ้นจากการถูกอารมณ์ปรุงแต่งเป็น วิโมกข์ คือ

๑.อนิมิตตวิโมกข์ พ้นจากนิมิตหมายที่เห็นว่าอารมณ์เที่ยง

๒.อัปปณิหิตวิโมกข์ พ้นจากการเข้าไปมีที่ตั้งว่าอารมณ์เป็นสุข

๓.สุญญตวิโมกข์ พ้นจากการเห็นว่าอารมณ์เป็นอัตตา

จิตที่บรรลุถึงสภาวะสุญญตานี้ เป็นสภาพเดิมของตนเองที่มีพลัง เป็นจิตที่ควรแก่การงาน (กมฺมนิโย จิตฺตํ) ต่างๆ และเป็นสภาพที่ไม่มีการดับตายหายสูญไปไหน กล่าวคือ รู้อยู่ทุกกาลสมัย ประตูทุคติย่อมปิดตายสำหรับผู้ปฏิบัติและรักษาไว้ได้ จึงดีกว่าผู้ที่สนใจสร้างแต่ถาวรวัตถุหลายร้อยเท่า

สติของผู้ปฏิบัติสัมมาสมาธิย่อมมั่นคง ว่องไว และไม่หลงลืมอะไรง่ายๆ สภาพหลงๆ ลืมๆ ในวัยสูงอายุย่อมไม่ปรากฏ ผู้ที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่ ก็จะมีความทรงจำในวิชาความรู้ได้ดีอย่างยิ่ง

ผู้ที่อ่านตำรามาอย่างเดียว ย่อมคิดเอาเองว่า สภาวะสุญญตานี้ว่างๆ ไม่มีตัวตน-สัตว์-บุคคล-เรา-เขา อยู่เลย ผู้ที่นึกคิดเองเช่นนี้ ย่อมไม่รู้จักสภาพเดิมของตนเองเพราะขาดความเฉลียวใจ

อุปมาดั่งการใช้คนโง่ ให้เข้าไปตรวจดูห้องโถงห้องหนึ่ง ที่ไม่มีใครอยู่ที่นั่นในขณะนั้น ว่ามีคนอยู่หรือไม่ คนโง่คนนั้น ก็ย่อมบอกผู้ใช้ให้เข้าไปดู อย่างหน้าตาเฉยว่า ไม่มีคนอยู่ในห้องโถงเลยสักคน คนที่โง่ด้วยกัน ก็พากันเชื่อว่าเป็นความจริง แต่ผู้มีสติปัญญา ย่อมไม่เชื่อคำบอกเล่าอันนั้น เพราะคนเข้าไปดูนั้นลืมนับตัวเองว่า ตัวเองก็คือคนที่อยู่ในห้องโถงด้วยเหมือนกัน ข้อนี้ฉันใด

จิตที่บรรลุถึงสภาวะสุญญตาแล้ว โดยเฉพาะในขณะที่ดำรงอยู่ในสภาวะนี้เท่านั้นที่ไม่แสดงความติดข้องอารมณ์ เพราะมีพลังสลัดอารมณ์ต่างๆออกหมดชั่วขณะ แต่ถ้าสภาวะเช่นนี้เสื่อมไปเสีย จิตดวงนี้แหละ ที่เป็นสัตว์-บุคคล ที่ติดข้องอยู่ในอารมณ์ ดังนั้น จิตผู้บรรลุสภาวะสุญญตานี้แหละ ยังเป็นสัตว์-บุคคล เพราะเป็นเพียงฌานที่ ๔ เท่านั้

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่อ่านตำรามาอย่างเดียว แล้วคิดเอาเองว่า ไม่มีสัตว์-บุคคล-ตัวตน-เรา-เขา จึงลืมนับตัวเองว่า เป็นสัตว์-บุคคล และกลายเป็นผู้ที่เห็นผิดจากความเป็นจริงไป ข้อนี้ก็ฉันนั้น

นั่นคือ จิต ก็คือ สัตว์บุคคล จนกว่าจะย่างเข้าสู่นิโรธ

กล่าวตามข้อเท็จจริงแล้ว สภาวะของจิตที่ติดข้องอารมณ์ทั้งปวงที่ทยอยเข้ามากระทบโดยลำดับนั้น เป็นสภาวะที่ได้สั่งสมมาตลอดเวลาในอดีตอันยาวนานแล้ว ถ้าไม่พากเพียรรักษาสภาวะสุญญตานี้ไว้ จิตย่อมปรุงแต่งไปตามอารมณ์เหล่านั้นอย่างไม่มีปัญหา ดังนั้น จึงต้องพากเพียรปฏิบัติสัมมาสมาธิให้ชำนาญ เพื่อจำทางเดินของจิต ให้เข้าสมาธิถึงสุญญตวิหารให้ได้อย่างแม่นยำ

จิตที่บรรลุถึงสภาวะสุญญตา แยกตัวออกจากอารมณ์ทั้งปวงด้วยอำนาจสัมมาสมาธิ จัดเป็น เจโตวิมุตติ คือ เข้าสู่เขตติดต่อระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ (ซึ่งฝ่ายพระอภิธรรม เรียกว่า โคตรภู)

ถ้าหากปฏิบัติต่อไปอีกด้วยความพากเพียรและเต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะแล้ว สัมมาสังกัปปะซึ่งเป็นมรรคองค์สุดท้าย ก็ย่อมทำหน้าที่ปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ ที่เข้ามากระทบเฉพาะหน้าตามลำดับ จัดเป็น ปัญญาวิมุตติ ในพระศาสนา

 

คัดลอกจากธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๑๓๖-๑๓๙

 

ก่อนหน้า  นิมิตในขณะปฏิบัติสมาธิ

อ่านต่อ  อัญญาวิโมกข์