อัญญาวิโมกข์

posted on 11 Nov 2009 05:20 by dhama9 in Dhamaprateep9 directory Knowledge

 

หนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

 

อัญญาวิโมกข์ (จิตหลุดพ้นเพราะรู้จักอารมณ์ตามความเป็นจริง)

เมื่อผู้ปฏิบัติสัมมาสมาธิ พากเพียรปฏิบัติจนจิตสงบถึงขีดสุด (ที่ฌาน ๔) สามารถปล่อยวางอารมณ์ต่างๆ ออกไปได้อย่างคล่องแคล่วทันการ ก่อนที่จะถูกอารมณ์ปรุงแต่ง ให้เสียคุณภาพอันประภัสสรผ่องใสไปได้ ตลอดเวลา เป็นจิตที่ตั้งมั่น (อเนญฺโช) อยู่ได้โดยลำพังตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาอารมณ์ หรือสิ่งอื่นที่อยู่ภายนอก เรียกอีกอย่างว่า จิตหลุดพ้น เพราะรู้จักอารมณ์ตามความเป็นจริง (อัญญาวิโมกข์) เข้าถึงสภาพเดิมของตนเอง อันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ และ ไม่ตาย ซึ่งเรียกว่า รู้จักอริยสัจ ๔ ด้วยปัญญาอันชอบ

อันเป็นนิมิตหมายว่า ได้ย่างเข้าสู่สภาวะของจิต ที่เป็นผืนเดียวกับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว จิตหลุดพ้นนี้ เป็นเป้าหมายของการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานี้ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียกสภาพจิตเช่นนี้ว่า ถึงพระนิพพาน นั่นเอง

ผู้ปฏิบัติจะต้องจำทางเดินของจิตให้แม่นยำ และพร้อมที่จะเข้าถึงภาวะที่จิตสงบถึงขีดสุดได้อีก ทุกขณะที่มีอารมณ์เข้ามากระทบ โดยผู้ปฏิบัติต้องมีความชำนาญ ในการทำลมหายใจให้ละเอียดประณีตอยู่เสมอ

กล่าวคือ มีสติตามรู้ตามเห็นลมหายใจ จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับลมหายใจของตนเอง อย่างไม่ขาดสาย ไม่เปิดโอกาสให้อารมณ์เข้าปรุงแต่งจิตได้เลย เมื่อจะทำกิจการทางกาย ทางวาจา หรือนึกคิดทางใจ อย่างใดก็ตาม

และเมื่อเสร็จกิจการงาน ก็นำจิตกลับเข้าสู่วิหารธรรมอันสงบ ด้วยการทำลมให้ละเอียดประณีตขึ้น จนเป็นจิตหลุดพ้นได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่มีปัญหาอะไร เพราะรู้จักทางเดินของจิตดีแล้ว

หรืออาจกล่าวได้ว่า จิตหลุดพ้นนี้ เป็นจิตที่มีพลังประหารกิเลสให้ดับไปหมดสิ้น และสามารถควบคุมความรู้สึกนึกคิดมิให้เป็นพิษเป็นภัยแก่สังคมได้ จน นามกาย หรือ โอปปาติกะ หรือที่เรียกว่า กายทิพย์ หมดกำลัง ถึงขั้นแตกแยกออกอย่างสิ้นเชิง และไม่สามารถสร้างภพ สร้างชาติ สร้างทุกข์ ให้แก่ตัวเองต่อไปอีกแล้วด้วย

ผู้ปฏิบัติจะต้องทำ และจำให้แม่นทุกขณะตลอดชีวิต มิใช่ว่าพอเลิกปฏิบัติในครั้งหนึ่งๆ แล้ว ก็เลิกกันอย่างสิ้นเชิง และพอจะปฏิบัติอีก ก็ต้องเริ่มต้นกันอีกทุกครั้ง ดังที่กำลังปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า คือ ไม่ทันอารมณ์ที่เข้ามากระทบเฉพาะหน้า

มีพุทธพจน์ที่มาใน จูฬนิเทศ ข้อ ๔๔๕ ขุททกนิกาย แห่งพระสูตร เล่ม ๓๐ ตรัสไว้ดังนี้ คือ "อุเปกฺขา สติ สงฺสุทฺธํ ธมฺมตกฺก ปุเรชวํ อญฺญาวิโมกฺขํ สํ พฺรูมิ อวิชฺชายปฺปเภทนํ" แปลว่า "เมื่อมีความวางเฉย สติบริสุทธิ์ดีแล้ว จงตรึกถึงธรรม (อารมณ์) ที่จะมีมาข้างหน้า เรากล่าวว่า นั่นเป็นเครื่องทำลายอวิชชา"

หมายความว่า ตั้งแต่รู้วิธีทำให้จิตหลุดพ้นจากอารมณ์ได้แล้ว ต่อจากนี้ไปเป็นเรื่องของการใช้ปัญญาที่ได้รับการอบรมให้มีขึ้นแล้วจากการปฏิบัติสมาธิ ที่จะปล่อยวางอารมณ์ทั้งหลายกับความยินดียินร้ายที่เกิดขึ้นให้ได้ทุกขณะ เท่านั้น ไม่ว่าจะผ่านเข้ามาสู่จิตทางหนึ่งทางใดก็ตาม

เพียงแต่รู้แล้วก็วางเฉยเป็นอุเบกขา จิตก็ย่อมสงบตามตลอดไปทุกอารมณ์ เมื่อทำเช่นนี้แล้ว อารมณ์และอาการของจิตทั้งหลาย ที่ทำให้จิตกระเพื่อมไหวย่อมดับไปเองเป็นธรรมดา

อนึ่ง ผู้ปฏิบัติพึงสังเกตว่า สมาธิ กับ ปัญญา นี้ จะเป็น อัญญะมัญญะปัจจัย ซึ่งกันและกัน (คือ ต่างก็อาศัยกันเกิดขึ้น) เสมอ

เราเรียกจิตที่ไม่กระเพื่อมไหวหรือไม่ซัดส่ายหวั่นไหวไปตามอารมณ์ว่า สมาธิ และเรียกจิตที่สามารถปล่อยวางอารมณ์ออกไปเสียได้ว่า ปัญญา ซึ่งจะมีพลังมากหรือน้อย ย่อมแล้วแต่ความคล่องแคล่วที่ฝึกมา

 

คัดลอกจากธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๑๓๙-๑๔๑

 

ก่อนหน้า  สุญญตวิโมกข์

อ่านต่อ  การใช้ปัญญาตัดอารมณ์ฉับพลัน