เจโตสมาธิ

posted on 20 Nov 2009 05:34 by dhama9 in Dhamaprateep9 directory Knowledge

 

หนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

 

เจโตสมาธิ

เจโตสมาธิ หมายถึง สมาธิที่นำจิตให้หลุดพ้นจากการครอบงำปรุงแต่งของอารมณ์ทั้งหลาย ดังที่ได้บรรยายมาแล้วนั่นเอง ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนานี้เท่านั้น เพราะจิตปล่อยวางอารมณ์ทุกชนิดออกไปโดยไม่มีนิมิตหมายใดๆ เหลืออยู่เลย

ดังนั้น จึงแตกต่างจากสมาธิของศาสนาอื่น ที่ฝึกให้ยึดอารมณ์ที่ได้กำหนดไว้ให้แนบแน่นเพียงอารมณ์เดียวเท่านั้น กล่าวคือ สมาธิในพุทธศาสนา อบรมจิตให้ว่างเป็นสุญญตา แต่สมาธิในศาสนาอื่น อบรมจิตให้ยึดอารมณ์อันใดอันหนึ่งไว้ให้แนบแน่นเป็นเอกัคคตา

 

วิธีบรรลุเจโตสมาธิ

๑.อาศัยความตั้งมั่นแห่งจิต คือ อยู่กับฐานที่ตั้งสติ (สัมมาสมาธิ)
๒.อาศัยความประกอบเนืองๆ จนจำทางได้แม่นยำชำนาญ (วสี)
๓.มนสิการโดยชอบ (โยนิโสมนสิการ) คือ ทำลมหายใจประกอบด้วยไม่ว่าจะเข้าหรือออกจากสมาธิ
๔.ความไม่ประมาท (อัปปมาทธรรม) คือ ใช้สติกำกับอยู่ตลอดเวลาที่ประกอบการงานตามหน้าที่ โดยไม่ให้คลาดเคลื่อนออกไปอยู่ที่อื่นเลย

 

๑.สัมมาสมาธิ (จิตตั้งมั่นชอบ)

หลักธรรมสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ก็คือ สัมมาสมาธิ ในมรรคมีองค์ ๘ กล่าวคือ ทำให้จิตสลัดอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดต่างๆออกไปอย่างสิ้นเชิง เป็น สัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่นอยู่ด้วยตัวของตัวเอง สงบสันติถึงที่สุดเป็นจิตตัวใน ดังพระบาลีว่า "อชฺฌตฺตํ สมยํ จิตฺตํ สนฺติ เมวา ธิคจฺฉติ" แปลว่า "เมื่อปฏิบัติเข้าถึงจิตตัวในแล้ว ย่อมเข้าสู่ความสงบ" ซึ่งมีสภาวะตรงกันข้ามกับ จิตที่ไม่สงบ วุ่นวาย กระสับกระส่าย เพราะถูกอารมณ์ครอบงำปรุงแต่ง กลายเป็นจิตที่ไม่ตั้งมั่นไป

สมาธิจิต หรือ จิตตั้งมั่นนี้ ยังเป็นธรรมฝ่ายโลกียะอยู่ คือ ยังถูกอริยมรรคปรุงแต่งเพื่อให้หลุดพ้นจากอารมณ์อยู่ ได้แก่คำว่า สม+อธิจิต=สมาธิจิต ซึ่งหมายถึง จิตอันสูงยิ่งด้วยคุณธรรมฝ่ายกุศล ที่พร้อมจะเกิดขึ้นที่จิต ดังนั้น จึงไม่เปิดโอกาสให้อกุศลเกิดขึ้น ในขณะที่จิตกำลังตั้งมั่นอยู่นี้

รวมความแล้ว จึงกล่าวได้ว่า สมาธิจิตเป็นโลกียธรรม และเป็นคุรุกรรมฝ่ายกุศลอีกด้วย ดังนั้น ถ้าผู้ใดปฏิบัติได้และรักษาไม่ให้เสื่อมจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตแล้ว ก็จะเป็นชนกกรรมนำผู้ปฏิบัติไปเกิดใหม่เป็นพรหม ก่อนกรรมใดๆ ทั้งสิ้น ผู้รู้หลายท่านกล่าวตรงกันว่า สมาธิที่เกิดขึ้นแก่ผู้ใดเพียงชั่วระยะเวลาช้างกระดิกหูหรืองูแลบลิ้นเท่านั้น ก็สามารถช่วยผู้นั้นไม่ให้ไปสู่อบายภูมิได้แล้ว ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่า สมาธินี้มีประโยชน์เป็นอันมาก

ผู้ที่เริ่มลงมือปฏิบัติใหม่ๆที่ยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ต่างก็ว่าเป็นเรื่องยากเย็น น่าเบื่อหน่าย ที่จะต้องมานั่งต่อสู้ กับความปราดเปรียวของจิต ที่ชอบแลบหนีออกไปหาอารมณ์เช่นนี้ ถ้าความตั้งใจไม่เข้มแข็งมั่นคง และความอดทนฝึกแยกจิตออกจากอารมณ์มีไม่สูงแล้ว ก็มักจะเลิกปฏิบัติเสียกลางคัน โดยอ้างว่าไม่มีบุญวาสนาบ้าง ยังไม่ถึงเวลาบ้าง เพื่อที่จะไม่ปฏิบัติต่อไป ดังนั้นจึงนับว่าเป็นผู้พ่ายแพ้อารมณ์ต่อไปอีกตามเดิม คือ ยังเป็นผู้ที่ถูกอารมณ์เข้าครอบงำปรุงแต่งได้อย่างไม่มีที่สุด

ส่วนผู้ที่ปฏิบัติสมาธิได้สำเร็จนั้น ย่อมนับว่าเป็นผู้ชนะอันยิ่งใหญ่ในโลก ที่ไม่มีผู้ชนะใดเสมอเหมือน เพราะไม่มีการพ่ายแพ้อารมณ์ต่อไปอีก พระเจ้าจักรพรรดิที่ทรงปราบข้าศึกได้ราบคาบมาแล้วนั้น ก็ยังมีโอกาสรบแพ้ข้าศึก ที่ได้ตระเตรียมกำลังกองทัพไว้ดีแล้ว ในภายหลังอีกก็ได้ ดังนั้น ผู้ที่เพิ่มความเพียรพยายามฝึกยกจิตเข้าไปตั้งที่ฐานที่ตั้งสติบ่อยๆ เนืองๆ จนทำได้อย่างชำนาญ เพียงไม่นานนักจิตก็จะเป็นสมาธิ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะตนเอง อย่างน่าภาคภูมิที่สุด เพราะพ้นจากการถูกอารมณ์ครอบงำได้ตลอดไป

ด้วยเหตุนี้ ผู้ปฏิบัติจึงต้องจำทางเดินของจิต ที่จะต้องยกออกจากอารมณ์เฉพาะหน้า ให้เข้าไปตั้งอยู่ที่ฐานที่ตั้งสติไว้อย่างแม่นยำ และปฏิบัติบ่อยๆ เนืองๆ ด้วยความเพียร เพื่อปล่อยวางอารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์ ให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง เป็นจิตตั้งมั่นชอบ (สัมมาสมาธิ) อยู่ด้วยตนเอง ไม่ต้องอาศัยอารมณ์มาเป็นบาทฐานให้ตั้งมั่นอีกต่อไป

 

๒.วสี (ความคล่องแคล่ว)

คำว่า วสี แปลว่า ผู้ชนะตนเอง ที่สามารถตัดนิวรณ์ได้เด็ดขาดในเมื่อมีอารมณ์มากระทบจิตทุกอารมณ์ หมายความว่า สามารถควบคุมจิตของตน ไม่ให้กระเพื่อมไหวตามอารมณ์ที่เข้ามาครอบงำ ได้ดีทุกอารมณ์ รวมทั้งการเข้าและออกจากสมาธิได้อย่างรวดเร็วด้วย ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่ใด และขณะใดก็ตาม มีอยู่ ๕ ประการ คือ

๑.อาวัชชนวสี ชำนาญในการนึกถึงฐานที่ตั้งสติที่เคยปฏิบัติ
๒.สมาปัชชนวสี ชำนาญในการนำจิตเข้าสมาธิอย่างรวดเร็ว
๓.อธิษฐานวสี ชำนาญในการประคองจิตให้เป็นสมาธิได้นานตามที่ต้องการ
๔.วุฏฐานวสี ชำนาญในการออกจากสมาธิอย่างรวดเร็ว
๕.ปัจจเวกขณวสี ชำนาญในการพิจารณาตัวเอง ว่าตัดการกระเพื่อมไหว ได้เด็ดขาดเพียงใดหรือไม่?

 

การสร้างวสีในการเข้า-ออกสมาธิ

ผู้ที่ศึกษาเรื่องจิตมาแล้ว ย่อมทราบว่าสภาพพื้นฐานที่แท้จริงของจิตนั้น สงบ ประภัสสรผ่องใส และทรงไว้ซึ่งความรู้ตลอดทุกกาลสมัย จิตไม่ใช่ตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวสุข ไม่ใช่ดี ไม่ใช่ชั่ว และไม่ได้เป็นอะไรในโลกนี้ทั้งสิ้น ถ้ามีอารมณ์เข้ามากระทบเมื่อใด ทุกข์ สุข ดี ชั่ว จึงจะเกิดขึ้นเมื่อนั้น และปรุงแต่งจิตให้เกิดเป็นสัตว์ เป็นบุคคล โดยสมมุติบัญญัติในภายหลัง ซึ่งจัดว่าเป็นทุกข์ตามมาด้วยพร้อมๆ กัน

แต่ถ้าเปลี่ยนความสนใจอารมณ์ที่กำลังกระทบอยู่เฉพาะหน้า หรือเลิกนึกคิดถึงอารมณ์ปัจจุบันเสีย แล้วไปสนใจดูความเคลื่อนไหวของลมหายใจเข้าออก ณ จุดลมสัมผัส ที่เด่นชัดจุดหนึ่งภายในช่องจมูกแทนเสีย ความวุ่นวาย กระสับกระส่าย ความยินดี-ยินร้าย ซึ่งเป็นตัวทุกข์ ย่อมดับไปจากจิตทันที

ผู้ที่จะเปลี่ยนความสนใจเช่นนี้ได้ จะต้องฝึกปฏิบัติสมาธิโดยวิธีอานาปานสติมาเป็นอย่างดี จนจำฐานที่ตั้งสติได้อย่างแม่นยำ และสามารถยกจิตเข้าไปตั้งไว้ได้อย่างชำนาญ ซึ่งจะทำให้สลัดอารมณ์ และความรู้สึกนึกคิดออกไปได้ดีที่สุด ดังนั้น การเปลี่ยนความสนใจเลิกนึกคิดถึงอารมณ์เสีย แล้วให้ไปสนใจดูความเคลื่อนไหวของลมหายใจ จึงขึ้นอยู่กับ ความคล่องแคล่วในการนำจิตเข้าสู่ความสงบเป็นสมาธิอย่างรวดเร็ว

ดังตัวอย่างที่มีผู้ไปเฝ้ากราบทูลถามพระพุทธองค์ในเรื่องนี้ และได้ตรัสตอบดังนี้

"ดูก่อนท่านทั้งหลาย ก่อนหน้านี้ เราเคยอยู่ในวิหารธรรมอันสงบอย่างไร เมื่อกล่าวคาถาตอบท่านจบลง เราก็นำจิต กลับเข้าสู่วิหารธรรมอันสงบ เช่นเดียวกันนั้นได้อีกทันที"

ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า พระพุทธองค์ทรงมีพระสติอันไพบูลย์ และทรงจำทางเดินของจิตได้แม่นยำ จนสามารถนำกลับเข้าสู่วิหารธรรมอันสงบ ได้อย่างคล่องแคล่ว หลังจากที่ได้ทรงเทศนาโปรดผู้ที่ได้เข้าเฝ้า เสร็จเรียบร้อยแล้วทันที

เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติสมาธิจึงต้องจำวิธีวางจิต หรือ อีกนัยหนึ่งเรียกว่า จำทางเดินของจิตไว้ให้แม่นยำ ทุกครั้งที่ยกจิตเข้าไปตั้งไว้ ณ ฐานลมหายใจกระทบ พร้อมกับหยุดทำลมให้ละเอียดด้วยเสมอไป แล้วจึงประคองจิตไม่ให้แลบหนีออกไปอยู่กับอารมณ์อื่นๆ ได้อีก ด้วยอุบายอันแยบคาย จนกระทั่งจิตสงบเป็นสมาธิถึงขีดสุด ถ้าจิตแลบหนีออกไปอยู่ที่อื่น ก็ให้ดึงจิตกลับมาตั้งที่ฐานดังกล่าวให้ได้ ตามความประสงค์ทุกครั้ง จิตก็จะค่อยๆ เชื่อง และสงบเป็นสมาธิในที่สุด

ผู้ที่ฝึกปฏิบัติสมาธิ ควรทราบไว้ล่วงหน้าว่า การดึงจิตกลับมาตั้งที่ฐานลมกระทบทุกครั้ง จะเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดพลังปัญญาที่จะสลัดอารมณ์ออกไปจากจิตเพิ่มมากขึ้น ทุกครั้งที่ดึงจิตให้กลับเข้าสู่ฐานลมกระทบ ดังนั้น จึงเป็นงานที่มีค่าควรแก่บุคคลทุกชั้น ที่จะพยายามปฏิบัติอย่างยิ่ง การเบื่อหน่ายแล้วเลิกปฏิบัติเสียกลางคันนั้น เป็นเรื่องของผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่เปรียบเสมือนผู้นั้นปิดประตูกั้นประโยชน์ที่จะได้รับเสียเองโดยตรงทีเดียว ผู้ที่เลิกปฏิบัติสมาธิเสียแล้ว จะไม่มีทางนำตนเอง ให้เข้าถึงพระรัตนตรัยอย่างแน่นอน

ผู้ที่สามารถนำจิตเข้าไปตั้งไว้พร้อมกับประคองให้จิตตั้งมั่น อยู่ที่ฐานลมกระทบได้สำเร็จ จิตย่อมไม่กระเพื่อมไหว (คือ นิวรณ์ดับ) ซึ่งผู้ปฏิบัติสามารถทำจิตให้สงบเป็นสมาธิสูงขึ้นอีก และเมื่อทำจิตให้สงบถึงขีดสุดแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากอารมณ์ ที่จะครอบงำปรุงแต่งให้เสียคุณภาพได้อีกต่อไป บุคคลผู้นี้ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ชนะตนเองโดยเด็ดขาด อย่างที่ไม่มีโอกาสกลับกลายเป็นผู้แพ้อีกต่อไป

นับตั้งแต่นิวรณ์ดับ จิตจะเริ่มเป็นสมาธิทันที ผู้ปฏิบัติอย่าเพิ่งรีบทำจิตให้สงบลึกลงไปกว่านี้อีก แต่ให้ซ้อมถอยออกมาสู่ความไม่สงบ ด้วยการถอนลมหายใจให้ค่อยๆ หยาบเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อย แล้วจึงนำจิตกลับเข้าสู่ความสงบให้ได้อีกครั้ง โดยใช้ความสังเกตและระวังไว้ตลอดเวลา เพื่อจำทางเข้าสมาธิไว้ให้ได้อย่างแม่นยำ

ผู้ปฏิบัติควรซ้อมทำดังที่กล่าวมานี้สัก ๒-๓ ครั้ง ทุกคราวที่ปฏิบัติสมาธิ เพื่อให้จำทางเดินของจิตไว้ได้ อย่างคล่องแคล่วและแม่นยำที่สุด จนกระทั่งสามารถทำให้จิตเป็นสมาธิได้ ทันทีที่นึกน้อมถึงความสงบขีดสุดโดยไม่เสียเวลาเนิ่นนาน แต่ประการใด

เมื่อจะเลิกปฏิบัติสมาธินั้น ผู้ปฏิบัติควรจะทำอย่างช้าๆ สุขุมเยือกเย็น ด้วยการถอนลมหายใจให้หยาบขึ้นทีละน้อยๆ ตามลำดับ พร้อมกับสังเกตดูจิตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้จำทางออกจากสมาธิไว้ให้แม่นยำ อย่าออกจากสมาธิอย่าง รีบร้อน พรวดพราดเป็นอันขาด เพราะจะทำให้จิตซัดส่าย เสียพลังและจำทางเข้าสมาธิไว้ไม่ได้ ซึ่งจะทำให้เข้าสมาธิครั้งต่อไปยากมาก

ผู้ปฏิบัติควรซ้อมทำดังที่กล่าวมานี้สัก ๒-๓ ครั้ง ทุกคราวที่ปฏิบัติสมาธิ การซ้อมทำดังกล่าวสัก ๒-๓ ครั้ง ทุกคราวที่ปฏิบัติสมาธิ เพื่อให้จำทางเข้าออกสมาธิไว้ได้อย่างคล่องแคล่ว และแม่นยำที่สุด จนกระทั่งสามารถนำจิตออกจากสมาธิได้ ทันทีที่นึกน้อมถึงการงานที่ต้องทำต่อไปจากนั้น โดยเปลี่ยนเป็นสติกำกับอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้คลาดเคลื่อนเลย

กล่าวโดยสรุปแล้ว การทำลมหายใจให้หยาบขึ้นก็ดี หรือทำลมหายใจให้ละเอียดลงก็ดี ผู้ปฏิบัติจะต้องทำอย่างช้าๆ โดยใช้ความสังเกตอย่างใกล้ชิดว่า เมื่อจะเข้าสมาธินั้นวางจิตอย่างไร จึงจะเป็นสมาธิได้ทันที และเมื่อจะออกจากสมาธินั้น วางจิตอย่างไร จึงจะออกจากสมาธิ และใช้สติกำกับ,แทนทันที เพื่อที่จะไม่ให้จิตซัดส่ายดิ้นรนได้แม้แต่น้อย

ผู้ที่จำวิธีวางจิต ด้วยการทำลมหายใจให้หยาบ หรือละเอียดได้อย่างแม่นยำ ขนาดที่ว่า เพียงแต่นึกน้อมเท่านั้น จิตก็เป็นสมาธิ หลุดพ้นจากการครอบงำปรุงแต่งของอารมณ์ทันที และเพียงแต่นึกน้อมเท่านั้น จิตก็ออกจากสมาธิ เพื่อทำการงานอันเป็นประโยชน์แก่ตนและสังคมตามหน้าที่ทันที ย่อมได้ชื่อว่าได้แก้วสารพัดนึกมาไว้ในมือตนเองแล้ว ซึ่งทำให้สามารถเข้าออกสมาธิได้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย เหมือนดังพุทธดำรัสที่ได้ยกมาอธิบายประกอบในตอนต้นนี้ทุกประการ

 

๓.โยนิโสมนสิการ (การน้อมจิตไปในทางที่ถูก)

ตามธรรมชาติของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดแล้ว ลมหายใจจะปรุงแต่งชีวิตของคนและสัตว์ให้ดำเนินสืบต่อไปได้อีกตามลำดับ ดังนั้น ลมหายใจจึงเป็นสังขารธรรม ที่เคลื่อนไหวไปมา กระทบกับช่องจมูกตลอดเวลา จัดเป็นรูปธรรมฝ่ายหยาบ ที่กระทบกายเนื้อที่หยาบอย่างเดียวกันได้ ถ้าลมหายใจยังเคลื่อนไหวอยู่ตราบใด ก็ย่อมปรุงแต่งความคิดให้เกิดขึ้นตราบนั้น จิตก็พลอยเคลื่อนไหวกระสับกระส่าย วุ่นวายตามเรื่องราวที่คิดไปด้วย และแสดงอาการยินดียินร้าย ควบคู่ไปด้วยเสมอเช่นเดียวกัน

แต่ถ้าใช้ความระมัดระวังด้วยอุบายที่ชอบ (โยนิโสมนสิการ) มีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง ด้วยการยกจิตขึ้นดูลมหายใจเข้าออก ณ จุดสัมผัสเล็กๆ เพียงจุดเดียวภายในช่องจมูก หรือที่ใกล้เคียงกัน,แล้ว จิตย่อมรวมตัวสงบลงได้โดยลำดับ

เมื่อจิตเริ่มรวมตัวสงบลง ลมหายใจที่เคยเป็นสภาพธรรมที่หยาบ ก็จะประณีตแผ่วเบาเยือกเย็นลง ตามลำดับด้วย ความนึกคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ก็จะลดลง ทำให้จิตลดความวุ่นวาย ตามความละเอียดประณีตของลมหายใจ ตามลำดับ ถ้าลมหายใจละเอียดจนไม่ปรากฏที่จิตแล้ว เรื่องที่นึกคิด ความรู้สึกยินดียินร้ายทั้งหลาย ก็ย่อมดับหายไปจากจิตด้วย จิตก็สงบเป็นสมาธิทันที ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ถ้าลมหายใจยังเคลื่อนไหวอยู่ จิตก็ยังไม่สงบ

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญในการปฏิบัติอานาปานสติ ก็คือ ทำลมหายใจให้สงบประณีตลง และปล่อยวางลมหายใจให้หมดไปจากความรู้สึกอย่างคล่องแคล่วด้วย หลังจากที่ยกจิตเข้าสู่ฐานที่ตั้งสติแล้วเท่านั้น

ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ผู้ปฏิบัติจะต้องกลั้นลมหายใจแต่ประการใดทั้งสิ้น แต่หมายความว่า ผู้ปฏิบัติจะต้องจำประสบการณ์ทางจิตของตน ไว้ให้แม่นยำว่า จิตเดินทางเข้าสู่ความสงบอย่างไร? ไว้ทุกครั้ง ในสภาพของลมหายใจแต่ละขณะๆ จนสามารถย่อลมหายใจให้เข้าสู่สภาพละเอียด เมื่อต้องการให้จิตเป็นสมาธิ และขยายลมให้เข้าสู่สภาพหยาบขึ้น เมื่อต้องการให้จิตออกจากสมาธิ,ตลอดเวลา

ถ้าจบภารกิจ หรือเมื่อรู้สึกว่า จิตจะแลบหนี หรือกระเพื่อมออกไปวุ่นวาย กับอารมณ์ตามธรรมชาติ ก็ให้รีบยกจิตเข้ามาตั้งไว้ ณ จุดนิมิตหมายอันนี้ (ฐานที่ตั้งสติ) (พระอรรถกถาจารย์ เรียกว่า อุคคหนิมิต) และย่อลมให้ละเอียด เพื่อให้เกิดสมาธิทันที (พระอรรถกถาจารย์ เรียกว่า ปฏิภาคนิมิต) ความยินดียินร้ายย่อมดับไปหมดสิ้น การน้อมจิตเช่นนี้ จิตจะไม่เสียคุณภาพอันประภัสสรผ่องใสไปเลย เรียกว่า ใช้โยนิโสมนสิการ

แต่ถ้ากระทบอารมณ์แล้ว ปล่อยจิตให้เพลิดเพลิน หลงใหลกระสับกระส่ายวุ่นวายไปตามยถากรรม หรือกำลังลงมือปฏิบัติอยู่ แต่ไม่ระมัดระวังควบคุมให้จิตตั้งมั่น อยู่ ณ ฐานที่ตั้งสติบ่อยๆเนืองๆ ปล่อยจิตให้กระเพื่อมไหว แลบหนีออกไปอยู่กับอารมณ์ต่างๆ ก็เรียกว่า ใช้อโยนิโสมนสิการ

สรุปแล้วก็คือ เมื่อกระทบอารมณ์แล้ว น้อมจิตให้เข้าสู่ฐานที่ตั้งสติบ่อยๆ เนืองๆ เรียกว่าใช้โยนิโสมนสิการ ถ้ากระทบอารมณ์แล้ว ปล่อยจิตให้กระเพื่อมแลบออกไปตามยถากรรม ไม่น้อมกลับเข้าสู่ฐานที่ตั้งสติ ก็เรียกว่าใช้อโยนิโสมนสิการ

 

๔.อัปปมาทธรรม (ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่ประมาทมัวเมาในอารมณ์ทั้งหลาย)

บรรดาคำสั่งสอนทั้งหมด ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงประกาศ ตั้งแต่ได้ตรัสรู้ จนถึงวันเสด็จดับขันธ์สู่พระปรินิพพานรวมเป็นเวลา ๔๕ ปีนั้น สามารถสรุปลงเหลือเป็นข้อสำคัญได้ คือ อัปปมาทธรรม ซึ่งหมายถึง ความไม่ประมาทมัวเมาในอารมณ์ทั้งปวง

ดังพระปัจฉิมโอวาท ต่อไปนี้คือ "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอกล่าวเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"

ตามพุทธโอวาทที่ยกมานี้ แสดงว่า อัปปมาทธรรม เป็นข้อสรุปรวม ของพระธรรมคำสั่งสอนทั้งหมด ในพระศาสนานี้ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงเน้นตรงไปที่ การฝึกฝนให้มีสติ คอยระวังอารมณ์ต่างๆ ที่เข้ามากระทบ ในชีวิตประจำวัน ของแต่ละคนโดยเฉพาะ ทั้งนี้เพราะอารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญ ที่ชักนำให้คนประพฤติดีก็ได้ ประพฤติชั่วก็ได้ แล้วแต่ว่าจะปรุงแต่งจิตใจให้เกิดความรู้สึกอย่างไร จึงทรงวางหลักธรรมเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา ไว้ให้ปฏิบัติ ดังเป็นที่ทราบกันอยู่

หลักธรรมเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหลักธรรมที่ควรจะนำมาปฏิบัติ เพื่อความเป็นผู้ไม่ประมาทมัวเมาในอารมณ์ทั้งปวง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหายุ่งยากทางสังคม ให้หมดไปได้อย่างแท้จริง เพราะว่าในขณะที่มีอารมณ์มากระทบจิตแต่ละอารมณ์นั้น ศีล จะควบคุมกายวาจาให้อยู่ในสภาพปรกติ ไม่ประพฤติสิ่งใดให้เป็นที่เดือดร้อนแก่สังคม สมาธิ จะทำให้จิตใจตั้งมั่น และ ปัญญา จะสลัดความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้นๆ ให้หมดไปโดยลำดับ จนอารมณ์ไม่สามารถปรุงแต่งจิตใจได้ในที่สุด กลายเป็น กระทบก็สักแต่ว่ากระทบ เท่านั้น

การฝึกจิตให้มีพลังถึงขั้นนี้ได้ จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องอาศัยสมาธิ เป็นบาทฐานด้วยตลอดเวลา ไม่ว่าอารมณ์จะกระทบเข้ามาทางหนึ่งทางใดก็ตาม ผู้ปฏิบัติจึงพบความจริงว่า ได้พ้นจากอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดตายตามสภาพของเขา,แล้ว ส่วนตัวเองนั้นดำรงสภาพ “รู้” อยู่ตลอดทุกกาลสมัย ไม่ได้ดับตายหายสูญไปไหน

ทั้งนี้หมายความว่า สิ่งที่เกิดตายนั้น คือ อารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งภายนอกทั้งหลาย แต่ตัวเองนั้น “รู้” อยู่เสมอว่าทรงสภาพรู้ของตนเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นหรือตายไปกี่ครั้งกี่หนก็ตาม จึงเป็นผู้ไม่ตายอีกต่อไป ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ประมาท

ส่วนผู้ที่ยังยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ซึ่งเป็นของที่เกิดตายอยู่นั้น ย่อมได้ชื่อว่า เป็นผู้ประมาท ผู้นั้นย่อมรู้สึกว่าตนเองยังต้องหวั่นไหว และพลอยเกิดตายไปกับอารมณ์ภายนอกด้วย ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้เกิด และไม่ได้ตายเลย แต่ประการใด ทั้งสิ้น

มีพระบาลีในธรรมบทรับรองไว้ ดังนี้ คือ "อปฺปมาโท อมตํ ปทํ, ปมาโท มจฺจุโน ปทํ, อปฺปมตฺตา น มิยฺยนฺติ เย ปมตฺตา ยถา มตา" แปลว่า "ความไม่ประมาทเป็นทางอันไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย คนที่ประมาทเหมือนคนที่ตายแล้ว"

ทั้งนี้หมายความว่า ผู้ที่มีพลังสมาธิน้อย จิตย่อมหวั่นไหวตามอารมณ์ไปด้วย อัปปมาทธรรมก็ย่อมไม่มีที่จิตของผู้นั้น ถ้าปรารภสิ่งใดขึ้นมาเป็นอารมณ์ก็ตาม เช่นนึกถึงรูปร่างกายขึ้นมา ก็เข้าใจว่าตัวเองเกิดมาพร้อมกับร่างกาย พอร่างกายแก่หรือตาย ก็เข้าใจว่าตัวเองแก่หรือตายตามร่างกายไปด้วย โดยถือเอาร่างกายเป็นหลักเกณฑ์

แต่ผู้ที่มีพลังสมาธิมาก ย่อมรู้ชัดว่า ตัวเองคือผู้ทำหน้าที่รู้เรื่องราวต่างๆ เช่น เมื่อปรารภถึงร่างกาย เกิดขึ้นก็รู้ ผมหงอก-ฟันหัก-เนื้อหนังเหี่ยวย่นแล้วก็รู้ เป็นต้น ครั้นเมื่อปรารภถึงลมหายใจขึ้นมา ลมหายใจเกิดขึ้นก็รู้ ลมหายใจดับไปก็รู้ ดังนี้ เป็นต้น

มีพุทธพจน์ที่ตรัสกับพระราหุลยืนยันอยู่ชัดเจน ดังนี้ "เอวํ ภาวิตาย ราหุล อานา ปานสฺสติยา, เอวํ พหุลีกตาย, เยปิ เต จริมกา อสฺสาส ปสฺสาส, เตปิ วิทิตา นิรุชฺฌนฺติ โน อวิทิตาติ" แปลว่า "ดูก่อนราหุล เมื่ออานาปานสติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างนี้,ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าทั้งหลายเหล่านั้น อันใดอันจะมีในเวลาตาย แม้ลมเหล่านั้นจะดับก็รู้ได้ จะดับโดยไม่รู้,หามิได้เลย"

 

คัดลอกจากธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๑๕๐-๑๖๔

 

ก่อนหน้า  สมาธิหลับตาหรือลืมตา

อ่านต่อ  คำแนะนำการปฏิบัติสมาธิ