สติปัฏฐาน ๔

posted on 10 Jan 2010 07:38 by dhama9 in Dhamaprateep9 directory Knowledge

 

หนังสือธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ โดย อ.ไชยทรง จันทรอารีย์

 

สติปัฏฐาน ๔

คำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ที่ได้เสด็จออกประกาศพระศาสนาไปทั่วชมพูทวีป หรือประเทศอินเดียในปัจจุบัน เพื่อชำระจิตให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส ก็คือ สติปัฏฐาน ๔ ซึ่งมีชื่อเรียกได้หลายอย่างตามความเหมาะสม และขนบธรรมเนียมในท้องถิ่นที่ทรงผ่านไปนั้น เช่น ทางสายกลางบ้าง,ทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์บ้าง, อริยมรรคบ้าง, มรรคมีองค์ ๘ บ้าง, ศีล-สมาธิ-ปัญญาบ้าง

ดังนั้น สติปัฏฐาน ๔ จึงเป็นที่สนใจและยอมรับของชาวพุทธ เป็นที่รวบรวมข้อปฏิบัติทั้งหลายไว้ด้วยกันอย่างถูกต้องและครบถ้วนที่สุด

เพราะฉะนั้น มหาสติปัฏฐานสูตร จึงเป็นหลักธรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนาที่ควรแก่การศึกษาอย่างยิ่ง ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาและลงมือปฏิบัติจริง,ด้วยแล้ว ประโยชน์ย่อมผ่านพ้นไปอย่างน่าเสียดายที่สุด เหมือนดังไม่ได้พบพระพุทธศาสนาทีเดียว

สติปัฏฐาน ๔ มีหลักคำสั่งสอนอยู่ที่การสร้างสติของผู้ปฏิบัติตาม ให้ตั้งอยู่ที่ฐานที่ได้เลือกไว้แล้ว,อย่างมั่นคงในเมื่อมีอารมณ์เข้ามากระทบจิต โดยการยกจิตให้เข้าไปตั้งอยู่ ณ ฐานแห่งใดแห่งหนึ่งใน ๔ แห่งบ่อยๆเนืองๆ คือ ที่ฐานกาย ๑ ฐานเวทนา ๑ ฐานจิต ๑ หรือ ฐานธรรม ๑ ซึ่งรวมเรียกว่า มหาสติปัฏฐาน ก็ได้

ถ้ายกจิตเข้าไปตั้งไว้ที่ฐานใดฐานหนึ่ง ดังกล่าวมานี้ได้สำเร็จอย่างมั่นคง สติปัฏฐานย่อมเกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติย่อมไม่ถูกอารมณ์ทั้งหลายครอบงำจิตใจ เพราะเปลี่ยนความสนใจจากอารมณ์ที่กำลังเข้ามากระทบเฉพาะหน้า ให้เข้าไประลึกรู้ชัดอยู่ที่ฐานที่ตั้งสติแทนเสียได้

ทั้งนี้หมายความว่า อารมณ์พร้อมทั้งความรู้สึกยินดียินร้ายที่เนื่องด้วยอารมณ์นั้นๆก็จะดับตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้จิตแสดงคุณธรรมที่ถูกต้องฝ่ายกุศล และเป็นประโยชน์แก่สังคมแทนที่ตามมาด้วย

เป็นที่น่าสังเกตว่าฐานทั้ง ๔ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเลือกฐานใดไว้เป็นที่ตั้งของสติก็ตาม ย่อมกระเทือนและส่งผลกระทบไปถึงฐานอื่นที่เหลือ และทำให้ผู้ปฏิบัติคลายความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ กับการปรุงแต่งอันเนื่องจากอารมณ์(โลก)ดับไปตามลำดับเหมือนกันหมด

ทั้งนี้เป็นเพราะอารมณ์ทั้งหลายซึ่งจะเข้ามาถึงจิตนั้น จะต้องผ่านเข้ามาทาง ฐานกาย เมื่อกระทบอายตนะทางกายแล้ว ก็ย่อมเกิดความรู้สึกทุกข์สุขทาง ฐานเวทนา เมื่อรู้สึกทุกข์สุขทางเวทนาแล้ว ก็ย่อมปรุงแต่ง ฐานจิต ให้ยินดียินร้ายขึ้น เมื่อฐานจิตเกิดยินดียินร้าย ก็ย่อมมีสิ่งต่างๆจากภายนอกมาประกอบเป็น ฐานธรรม ขึ้น ซึ่งจะต้องละวางออกไปให้หมดสิ้น จนจิตบริสุทธิ์หลุดพ้นจากความเศร้าหมองเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิงในที่สุด

 

ธรรมะที่เกื้อกูลการปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔

จากที่กล่าวมานี้ เราจะเห็นได้ว่าในขณะที่อารมณ์เข้ามากระทบอายตนะทางหนึ่งทางใดนั้น ย่อมกระเทือนฐานทั้ง ๔ อย่างทั่วถึงกัน,เข้าไปสู่จิต และย่อมทำให้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ออกมามากบ้างน้อยบ้าง ตามความรุนแรงและความประทับใจที่มี

ดังนั้น คุณธรรมเรื่องขันติ(ความอดทน)จึงมีความจำเป็น สำหรับรองรับในเบื้องต้น ในเมื่อมีอารมณ์เข้ามากระทบ ถ้าขาดคุณธรรมเรื่องขันตินี้เสียแล้ว การปฏิบัติสติปัฏฐานจะไม่มีทางสำเร็จได้โดยง่าย อันได้แก่

ตีติกขาขันติ อดทนต่ออารมณ์ที่เข้ามายั่วยวน,ยั่วยุ
อธิวาสขันติ อดทนต่อความลำบาก เจ็บไข้ได้ป่วย และทุกขเวทนา
ธีติขันติ อดทนต่อความหนาวร้อนหิวกระหายและหน้าที่การงาน

 

อารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ มี ๒๑ บรรพะ

๑.กายานุปัสสนา(ฐานกาย) มี ๑๔ บรรพะ คือ อานาปานสติ ๑,อิริยาบถ ๑,สัมปชัญญะ ๑,ปฏิกูล ๑,ป่าช้า ๙
๒.เวทนานุปัสสนา(ฐานเวทนา) มี ๙ ข้อ รวมเป็น ๑ บรรพะ
๓.จิตตานุปัสสนา(ฐานจิต มี ๑๖ ข้อ รวมเป็น ๑ บรรพะ
๔.ธัมมานุปัสสนา(ฐานธรรม) มี ๕ บรรพะ คือ นิวรณ์ห้า ๑,ขันธ์ห้า ๑,อายตนะหก ๑,โพชฌงค์เจ็ด ๑,อริยสัจสี่ ๑

เมื่อรวมทั้ง ๔ ฐานแล้ว จึงมีอารมณ์รวม ๒๑ บรรพะ สำหรับใช้เป็นที่ตั้งของสติเวลาปฏิบัติ

อารมณ์ในสติปัฏฐาน ๔ (๒๑ บรรพะ)สงเคราะห์ลงเป็นมรรคมีองค์ ๘ โดยมี สัมมาสมาธิ เป็นประธาน เมื่อจิตมีสมาธิอยู่ อกุศลก็ย่อมเข้าปรุงแต่งไม่ได้

ดังนั้น จึงต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่องเป็นประจำจนเคยชิน สำรวมระวังตัวอยู่เป็นประจำ ผู้ปฏิบัติก็ย่อมได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติของตนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำบ้างหยุดบ้าง แบบที่เรียกกันว่า ไปเข้ากัมมัฏฐานอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ออกจากกัมมัฏฐานเสียเด็ดขาด คือ ทิ้งวิธีปฏิบัติอย่างสิ้นเชิง ไม่ฝึกใช้สติกำกับการกระทำต่างๆไว้ด้วยตลอดเวลา กิเลสทั้งหลายก็ย่อมพากันหลั่งไหลเข้าสู่จิตของผู้นั้น ตอนออกจากกัมมัฏฐานนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงได้ทรงบัญญัติสติปัฏฐาน ๔ ขึ้น เพื่อให้ผู้ที่นับถือปฏิบัติ ใช้สติตามระลึกอย่างไม่ขาดสายเข้าไปในอารมณ์ที่มีอยู่ในฐานทั้ง ๔ จะได้ไม่เปิดโอกาสให้กิเลสเข้าสู่จิตได้แม้แต่วินาทีเดียว

เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการออกจากกัมมัฏฐานตลอดชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ที่วัดหรือที่บ้านก็ปฏิบัติได้ ไม่จำเป็นต้องไปอยู่ที่วัดหรือสำนักใด เพียงแต่ปฏิบัติจนรู้จักจิต จับทางเดินของจิต และจำทางเดินของจิตไว้ให้แม่นยำ ในเมื่อมีอารมณ์มากระทบ ผู้ปฏิบัติก็ย่อมได้รับประโยชน์จากการนับถือพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง

 

คัดลอกจากธรรมประทีป ๙ ธรรมะภาคปฏิบัติ อ.ไชยทรง จันทรอารีย์ หน้า ๑๖๗-๑๗๐

 

ก่อนหน้า  คำแนะนำการปฏิบัติสมาธิ

อ่านต่อ  กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน